วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

อดทน


หลังกลับจากการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ รีบโยนกระเป๋าเข้าบ้าน รุ่งขึ้นได้ฤกษ์เป็นวันแรกที่ได้เดินทางเข้าพื้นที่ ๆ โดนน้ำท่วมในเขตสายไหม ซึ่งถูกประกาศเป็นหนึ่งในพื้นที่อพยพ ภารกิจในวันนั้นคือจะเอาอาหารเข้าไปให้คุณแม่, ช่วยเหลือลูกแมว 2 ตัว, และเข้าไปรับคนอีก 2 คน
เราออกจากบ้านกันตั้งแต่เช้า นัดเจอกันที่ศูนย์ลูกเรือของบริษัทการบินไทย แถวสนามบินสุวรรณภูมิ การเดินทางเข้าไปในพื้นที่ คงจะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าขาดความช่วยเหลือจากชมรมเพื่อนช่วยเพื่อนของลูกเรือ ซึ่งรวมตัวกันเพื่อออกไปช่วยเพื่อนลูกเรือด้วยกัน ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมอยู่ในตอนนี้
วันนั้นกลุ่มของเราเดินทางด้วยรถสิบล้อ และมีเรือยางเตรียมพร้อมอยู่ข้างหลัง ในกรณีที่ระดับน้ำสูงมาก จนรถไม่สามารถเข้าได้ อุปกรณ์เพียบพร้อมแบบนี้ เป็นเพราะภารกิจของเราในวันนั้น ไม่มีคำว่าเข้าไปไม่ได้ เพราะเราจำเป็นต้องส่งอาหารเข้าไป แมวที่กำลังรอพวกเราอยู่ และเพื่อนอีก 2 คนที่กำลังเดือดร้อนอย่างหนักจนไม่สามารถอาศัยอยู่ในบ้านของตัวเองได้แล้ว
บรรยากาศสองข้างทาง จากที่เราเคยเห็นถนนยาวสุดลูกหูลูกตา ตอนนี้ได้เปลี่ยนสภาพเป็นทุ่งน้ำเวิ้งว้าง มีผู้คนเดินลุยน้ำอยู่บ้าง คนส่วนใหญ่ต้องสัญจรไปมาด้วยรถบรรทุก เรือพายหรือไม่ก็เรือหางยาว มีชาวบ้านยืนอยู่ตามรายทาง
มีการตะโกนถามบ้างประปรายว่า
มีอาหารและน้ำเข้ามาบ้างหรือไม่
ได้ยินแล้วสะอึกและบางช่วงก็น้ำตาคลออย่างห้ามไม่ได้
วันนั้นกลุ่มของเราใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 10 ชั่วโมง ในการช่วยเหลือ 3 ครอบครัว เริ่มจากเดินทางเข้าไปเอาลูกแมวออกมา 2 ตัว ในหมู่บ้านที่เข้าไปยังไม่เลวร้ายจนเกินไปนัก เพราะมีการสูบน้ำออกจากพื้นที่อาศัยอย่างหนัก
แต่ข้างหน้าหมู่บ้านนั้นไม่ต้องพูดถึง น้ำลึกประมาณเอว แต่ยังเห็นคนเดินลุยน้ำอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่จะใช้เรือเป็นยานพาหนะมากกว่า ลูกแมว 2 ตัวออกมาด้วยสภาพตัวสั่น คงจะเป็นเพราะถูกปล่อยให้อยู่ตามลำพังนานเกินไป แต่ทุกอย่างดูโอเคและอาจจะใช้เวลาสักหน่อยที่จะเยียวยาเจ้าแมวสองตัวนี้ ให้กลับมามีสภาพจิตใจที่แข็งแรงเหมือนเดิม
จากนั้นเราเดินทางต่อไปเอาอาหารให้คุณแม่ของน้อง แต่แถวเพิ่มสินมุ่งหน้าห้าแยกวัชรพล บางช่วงน้ำลึกเกินกว่าที่รถของเราจะเข้าไปได้ ต้องตัดสินใจกลางคันว่าต้องถอยรถกลับ แล้วอ้อมออกมาทางรามอินทราอีกครั้ง กลุ่มลูกเรือตัดสินใจไม่ใช้เรือในภารกิจครั้งนี้ เพราะว่าบางช่วงน้ำก็ไม่ลึกจนเกินไปนัก แต่เรามีข้าวของที่ต้องเข้าไปส่งหนักพอสมควร เพราะฉะนั้นจึงเป็นการตัดสินใจร่วมกัน ในการที่จะถอยหลังกลับ แล้วอ้อมรถมาอีกทางด้านหนึ่ง
แต่สภาพแถวถนนวัชรพลนั้น เรียกได้ว่าน้ำเต็มพื้นที่ บางช่วงลึกพอสมควร มีรถทหารและรถของเอกชนเข้ามาช่วยประชาชนแถวนั้นอยู่บ้าง พวกเราพยายามเข้าไปจนถึงที่หมาย ทั้ง ๆ ที่ระหว่างทาง หลายคนคงหายใจไม่ทั่วท้อง เพราะไม่แน่ใจว่ารถจะสามารถลุยเข้าไปได้หรือไม่
เสร็จสิ้นภารกิจวันนั้น ด้วยการไปรับลูกเรืออีก 2 คน ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำลึกที่สุด และแล้วด้วยความตั้งใจของทุกคน พวกเราทำภารกิจเสร็จสิ้นเมื่อตอนพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน ภาพสะท้อนของดวงอาทิตย์สีส้มตีแผ่ออกไปทั่วท้องน้ำ ถ้าไม่ใช่เวลาที่ทุกคนกำลังเดือดร้อนอยู่ขณะนี้ คงจะทำให้เรารู้สึกว่า เป็นภาพที่สวยงามของธรรมชาติภาพหนึ่ง
อารมณ์นี้คงต้องยืมคำพี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์มาใช้ว่า
พวกเราต้องอดทนนะ เพราะมีสิ่งสวยงามกำลังรอเราอยู่ข้างหน้า
อดทนแล้วมันจะผ่านไป เหมือนทุก ๆ เรื่องที่ผ่านมา

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

บ้าน


เชื่อว่าใคร ๆ ก็รัก บ้านของตัวเองกันทั้งนั้น วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ทำให้หลายครอบครัว ไม่มีบ้านจะอยู่ หรือถึงมีก็ไม่สามารถอยู่ได้ ต้องอพยพออกจาก บ้านของตัวเอง คำว่าอพยพจากสิ่งที่ตัวเองรัก เป็นความรู้สึกที่ยากเกินคำบรรยาย
มาแอลเอได้เกือบหนึ่งเดือน ขณะที่ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ ไม่ได้คาดคิดว่า ภาวะน้ำท่วมจะยืดเยื้อ รุนแรง และเนิ่นนาน แต่เมื่อมาถึงที่นี่ ได้รับรู้และฟังข่าวทุกวัน เกี่ยวกับวิกฤตที่คนไทยกำลังเผชิญอยู่ครั้งนี้ บางครั้งทำเอาเราเครียดและรู้สึกหดหู่ตามไปด้วย สงสัยว่าโซเชียลมีเดียได้ทำหน้าที่ของมันดีเกินไป จนทำให้การบริโภคข่าวสารอาจจะมากเกินความจำเป็น
พูดถึงคำว่าบ้าน เพราะดูเหมือนเรากำลังแชร์ความรู้สึกร่วมกันว่า ทุกคนต่างมีบ้านในฝัน หรืออย่างน้อยก็มีความฝันอยากจะมีบ้านเป็นของตัวเอง จะบ้านเล็กบ้านใหญ่คงไม่สำคัญเท่ากับเรามีที่ ๆ หนึ่งที่เราสามารถเรียกได้เต็มปากว่า บ้าน
ในหลายคืนที่ได้กลับมาอยู่แอลเอ เป็นความรู้สึกเหมือนตัวเองได้กลับบ้านจริง ๆ จะว่าไม่ใช่บ้านก็เหมือนเป็นบ้านไปแล้ว สำหรับคนที่มาอยู่ที่นี่เป็นระยะเวลาหลายสิบปี ความรู้สึกของการกลับมาครั้งนี้ยิ่งพิเศษเข้าไปใหญ่ เพราะวันนี้ครอบครัวเราได้มีบ้านเป็นของตัวเองจริง ๆ เสียที
ในบางค่ำคืน เรานอนลืมตา พาลทำให้คิดสงสัยว่า
นี่ครอบครัวเรามีบ้านเป็นของตัวเองจริง ๆ แล้วหรือ?  
ไม่น่าเชื่อ
มันเหมือนความฝัน
ในความคิดที่แล่นผ่านเข้ามาในหัวสมอง อยากจะวิ่งออกไปเคาะประตูห้องแม่ แล้วถามคำถามเดียวกันที่อยู่ในหัวว่า
แม่ ๆ เรามีบ้านที่นี่แล้วจริง ๆ หรือ
บ้านของเราไม่ได้หรูหรา และอาจจะไม่ได้สวยงามในสายตาของคนอื่น มันเป็นบ้านหลังเล็ก ๆ และได้มาด้วยความยากลำบาก ตรากตรำทำงานเก็บหอมรอมริบมาตลอดหลายปีที่ผ่านมาของครอบครัวของเรา
แต่ในความรู้สึกของตัวเอง
บ้านหลังนี้มันสวยงามมาก
วันนี้เขียนถึงบ้าน เพราะมีความรู้สึกว่า คงไม่มีที่ไหนที่เหมือนบ้านของเราเอง วันนี้ ขณะนี้พวกเราคนไทยหลายคนต้องหนีน้ำ และอพยพออกจากบ้านของตัวเอง ถึงวินาทีนี้คงต้องบอกได้คำเดียวว่า ขอให้อดทนแล้วเราจะก้าวผ่านเรื่องราวเลวร้ายเหล่านี้ไปด้วยกัน
มันคงเป็นเหมือนอีกเรื่องหนึ่ง ที่เข้ามาแล้วก็จะผ่านไป
ขณะนี้ที่กำลังปั่นต้นฉบับ เรากำลังเริ่มเก็บของเพื่อกลับบ้านที่เมืองไทยคืนนี้ เตรียมตัวเตรียมใจกลับไปเผชิญหน้ากับน้ำอย่างมีสติ และหลังจากอพยพครอบครัวของตัวเองเสร็จ (ถ้าจำเป็น) ถ้ามีโอกาสจะลองลงพื้นที่ เผื่ออาจจะมีแง่มุมดี ๆ มาเล่าให้ฟังในคอลัมน์นี้บ้าง