วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ของหาย

Photo by Napaksorn Jariyanont

เคย ของหายกันบ้างไหมคะ?
จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่กระเป๋าตังค์ตัวเองหาย ก็เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว แต่ยังจำความรู้สึกตัวเองได้ดี เพราะในกระเป๋าตังค์นั้นนอกจากเงินแล้วยังมีบัตรประชาชน, ใบขับขี่, เครดิตการ์ด และรูปที่เราพกติดตัวมาตลอด
จำได้ว่ารู้สึกเสียดายและเศร้ามาก
แล้วกว่าจะทำใจกับมันได้
ต้องใช้เวลาทำใจกับมันหลายวันเลยทีเดียว
พร้อมกับบอกกับตัวเองว่า ต่อไปนี้จะต้องมีสติทุกครั้งเวลาถืออะไรที่มีค่าออกนอกบ้าน
แล้วมันก็ผ่านไป จนมาเมื่อ 2-3 วันก่อน ความรู้สึกเดิมได้ย้อนกลับมาอีก เพราะของที่มีค่าหายแบบไม่รู้ตัวว่าตัวเองเอาไปวางไว้ที่ไหน นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ว่ามันหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ โดยเฉพาะของที่หายไม่ใช่ของของตัวเอง เลยจิตตกไปทั้งวันกว่าจะทำใจกับมันได้
เสียดายก็เสียดาย แต่คิดไปเสียว่า เอาเหอะ! ของหายยังดีกว่าคนหายไปจากชีวิตเลย ยิ่งมีอายุมากขึ้น คนที่รายล้อมรอบตัวเราเหลือน้อยลงไปทุกที ไม่อยากให้ใครหายไปอีก (ถ้าไม่จำเป็น) คิดได้แบบนี้ก็รู้สึกสบายใจขึ้น
เริ่มดึงตัวเองกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ
จริง ๆ แล้วตัวเองเป็นคนของหายไม่บ่อย ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามของคนหนึ่งคนที่อายุวนเข้าเลขสี่ ซึ่งเราถือว่าไม่มากนะ จำได้ว่ามีเพื่อนคนหนึ่งของมันหายบ่อยมาก บ่อยจนเราเองยังงงว่า มันทำใจเรื่องของหายบ่อย ๆ ได้อย่างไร
มีอยู่เย็นวันหนึ่ง เรากำลังจะกลับบ้านกัน ขับรถกันออกมาได้ครึ่งทาง เพื่อนคนนี้ก็ตะโกนขึ้นมาว่า
เพื่อน: เฮ้ย กระเป๋าตังค์หายอ่ะ
เรา: งั้นเราวนรถกลับไปหากันที่คณะไหม?
เพื่อน: ไม่ต้องหรอก อาทิตย์ที่แล้วก็หาย หายจนชินล่ะ
เรา: ???????
ไม่รู้ตอนนี้เพื่อนคนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ยังคงของหายเป็นประจำอยู่บ่อย ๆ รึเปล่า ตอนที่ของตัวเองหาย อยากจะโทรไปหาเพื่อนคนนี้ขึ้นมาทันที แค่อยากจะถามว่า ทำใจกับของหายได้อย่างไร ให้เร็วและได้ผลชงัด
ตอนนี้รู้แล้วว่าคงเป็นเรื่องของการทำใจมากกว่า พร้อมกับบอกกับตัวเองว่า จะไม่มีของหายคราวหน้าอีกถ้าเรามีสติกับทุก ๆ ก้าว
สติ สติและสติเท่านั้น

วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2554

รถติด


การอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพ ฯ เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเจอกับเรื่องรถติด จนกลายเป็นห้วข้อการพูดคุยกันในชีวิตประจำวัน เหมือนประมาณเรื่องดินฟ้าอากาศ ว่าวันนี้การจราจร (ซึ่งบางครั้งก็กลายเป็นจลาจล) เป็นอย่างไร ยิ่งฝนตกช่วงเวลาเช้า ๆ หรือเวลาเย็น ๆ ตอนเลิกงานยิ่งไม่ต้องพูดถึง
และถือว่าเป็นโบนัสพิเศษสำหรับตัวเอง ที่มีบ้านอยู่หลังห้างใหญ่ และไม่ไกลจากสถานที่ที่มีการจัดงานแฟร์หรือคอนเสิร์ตเป็นประจำ มีอยู่วันหนึ่งนั่งอยู่ในรถเกือบ 1 ชั่วโมง ทั้ง ๆ ที่บ้านก็ห่างไปแค่ไม่ถึง 1 กิโลเมตร เรียกว่าเป็นทุกข์ของคนเมือง ที่คนต่างจังหวัดอาจจะไม่มีวันเข้าใจ
จนบางครั้งเราต้องมานั่งคิด แล้วเราจะมาทนอยู่ในเมืองทำไม
ทำไมไม่ย้ายออกไปอยู่ต่างจังหวัดซะให้มันสิ้นเรื่องสิ้นราว
แต่มันก็เป็นไปได้ยาก หรืออาจจะเป็นไปไม่ได้เลยในตอนนี้
เพราะไม่รู้จะไปทำมาหากินอะไร (ฮา)…
เมื่อคิดได้แบบนี้ ก็เลยต้องหยุดคิด แล้วต้องทำใจยอมรับกับสภาพที่เป็นอยู่ พยายามหาข้อดีในการติดอยู่บนถนน อย่างเช่นได้มีเวลานั่งฟังเพลงที่เราชอบ ได้นั่งเงียบ ๆ กับตัวเองสักพัก หรือช่วงที่ใครเป็นแฟนกันใหม่ ๆ น่าจะดีที่ได้ติดอยู่บนรถด้วยกัน เพราะจะได้ใช้เวลาคุยและได้อยู่ด้วยกันนาน ๆ
คิดไปอีกแง่ หลายคนเขาเลือกไม่ได้ที่จะต้องใช้รถใช้ถนนตอนนี้ แต่อย่างเราเองที่บางครั้งสามารถเลือกได้ ไม่จำเป็นต้องเดินทางช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ก็เลยเลี่ยง ๆ ช่วงที่การจราจรหนาแน่น
ออกจากบ้านช่วง 10 โมง ปกติถือเป็นเวลาที่การจราจรช่วงเช้าเริ่มคลี่คลาย และจะรีบจัดการทำธุระให้เสร็จก่อนงานออฟฟิศจะเลิกประมาณ 4-5 โมงเย็น และถือเป็นอันรู้กันในหมู่เพื่อนฝูงและคนใกล้ตัวว่า ถ้าไม่จำเป็นเราจะไม่เจอกันคืนวันศุกร์ โดยเฉพาะร้านอาหารที่อยู่ในเมือง
สิ่งที่พูดมาทั้งหมด เป็นเรื่องของการปรับตัวและปรับใจการอยู่ในกรุงเทพ ฯ ของเราเป็นไปได้อย่างสงบสุข เมื่อเราเลือกที่จะอยู่ที่นี่ ก็ต้องยอมรับกับสิ่งที่มันหลีกเลี่ยงไม่ได้
ให้ภาพคร่าว ๆ กับคนอ่านที่อยู่ในแอลเอว่าชีวิตของคนกรุงเทพตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งได้ข่าวว่าตอนนี้การจราจรที่โน่นก็เริ่มติดขัดไม่แพ้กัน ที่แอลเอเราว่าหนักกว่าตรงที่จะไปไหนแต่ละที่ค่อนข้างไกล ถ้ารถติดนี่โดยเฉพาะบนฟรีเวย์ 405 ก็ใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะไปถึงจุดหมาย
เมื่อคิดได้แบบนี้แล้ว ก็ให้เริ่มทำใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ ถ้าเรายังย้ายตัวเองออกไปไม่ได้จากที่ ๆ เราอยู่ เราก็ต้องยอมรับ
แค่ง่าย ๆ ทำใจยอมรับกับมันก็เท่านั้นเอง

วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554

แม่จ๋า






ถ้าคนที่คุณรักที่สุดกำลังจะจากคุณไป
คุณจะทำอย่างไร… 
อยู่เป็นเพื่อนเค้าจนกว่าเค้าพร้อมที่จะไป 
หรือจะขอไปก่อนเพื่อที่จะไปยืนรอรับเค้า
แต่ถ้าเลือกได้จริง ๆ
เค้าคงเลือกที่จะไปพร้อม ๆ กัน
สุด เพื่อนเก่า (เก่ามาก) ได้ตั้งคำถามไว้อย่างน่าคิดอย่างที่จั่วไว้บนหัวคอลัมน์อาทิตย์นี้ ว่าเราจะทำอย่างไร เมื่อคนที่เรารักที่สุดกำลังจะจากเราไป จะอยู่และรอจนกว่าเขาจะไป หรือตัวเราเองที่ไปก่อน แล้วไปยืนรอรับเขา หรือเลือกจะไปพร้อมกัน
คำตอบคือ ไม่มีใครกำหนดไม่ได้ว่า เราจะจากโลกนี้ไปวันไหน เมื่อไร หรืออย่างไร โลกหน้ามีจริงหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ อ่านมาถึงตอนนี้คนอ่านอาจอยากจะย้อนถาม แล้วเอามาถามทำไม
ถ้าอยากรู้จริง
ต้องอ่านต่อไป
ช่วงนี้เป็นช่วงจังหวะของชีวิต ที่คิดว่าไม่บังเอิญต้องพบเจอกับการแวะเวียนไปโรงพยาบาลบ่อยขึ้น ต้องไปงานศพถี่มากกว่างานวันเกิด ได้ยินข่าวการเจ็บป่วยไม่จากเพื่อนก็คนรู้จักพอ ๆ กับข่าวการหย่าร้างจากไม่คนใดก็คนหนึ่ง
ที่บอกว่าไม่บังเอิญเพราะว่า
มันเป็นแค่ช่วงเวลาที่ทุกคนต้องผ่านก็เท่านั้นเอง
อย่างวันแม่ที่ผ่านมา นอกจากจะไม่ได้พาแม่ออกไปทานข้าวอย่างที่ตั้งใจไว้ เราเองยังต้องพาแม่เปลี่ยนสถานที่ไปโรงพยาบาล ยังพูดเล่นกับแม่อยู่เลยว่า เดี๋ยวนี้ใคร ๆ เขาก็ฮิตพาแม่ไปหาหมอ เพราะฉะนั้นแม่ควรจะภูมิใจ
ปีนี้แม่อายุ 68 ปี ดูแม่หงอยและเหงาไปมาก ไม่ค่อยเข้มแข็งเหมือนผู้หญิงที่เรารู้จักมาตลอดทั้งชีวิต แว่บแรกที่คิดก็รู้สึกใจหายว่าหรือใกล้เวลาแล้ว อีกใจก็ตอบว่าไม่จริงหรอก แม่ยังอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรลูกได้อีกนาน
แต่แล้วความรู้สึกที่สองก็แว่บผ่านเข้ามาในเส้นสมองว่า แล้วเราพร้อมหรือไม่ ถ้ามันจะเกิดขึ้นวันนี้ เดี๋ยวนี้ คิดได้แค่นั้น ไม่กล้าคิดต่อ พร้อมกับบอกตัวเองว่า ทำวันนี้ให้มันดีกว่าเมื่อวานแล้วกัน อนาคตไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
คิดได้แค่นั้น ความสบายใจก็เข้ามาแทนที่
คิดแค่อยากกอด อยากหอมแม่ตอนนั้น
เลยวิ่งเข้าไปชาร์ทแม่เต็มที่
ขณะที่กำลังเขียนต้นฉบับอยู่นี้ กำลังรอผลการตรวจเนื้องอกของแม่อย่างใจจดใจจ่อ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะก้าวผ่านมันไปด้วยกัน ไม่ทางกายก็ทางใจ
สุขสันต์วันธรรมดา วันที่เรายังมีคนรักและคนที่รักเราอยู่ ณ เวลานี้


วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Faith

จงมองไปข้างหน้า
เครดิตรูปจาก Arwin K.

โลกเราทุกวันนี้ติดต่อกันง่ายมากขึ้น เพื่อนและคนรู้จักที่ห่างหายกันไปตามกาลเวลา กลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันในโลกออนไลน์ ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสเท่านั้นเอง
เมื่อไม่นานมานี้มีแฟนคอลัมน์ เขียนมาถามเรื่องเกี่ยวกับการมองโลกในแง่บวก ว่าจะทำอย่างไรหรือคิดแบบไหน ในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจให้กับเรา เพราะบางทีถึงแม้เราบอกกับตัวเองเสมอว่า เราจะจะคิดแต่สิ่งที่ดี แต่บางทีสิ่งที่เข้ามามันไม่สามารถทำให้เราคิดไปแบบนั้นได้
อันนี้ตอบแบบไม่ซีเรียส, และไม่จริงจังดีกว่า
เพราะตัวเองไม่ใช่หมอลักษณ์ฟันธง (และคงจะเป็นไม่ได้) ที่จะเข้าไปฟันธงในชีวิตใครต่อใครว่าคุณต้องทำแบบนั้น หรือต้องทำแบบนี้ เพราะแม้แต่บางวันของตัวเอง มันก็มีวันที่รู้สึกแย่เหมือนกันนะ
อยากจะบอกแค่ว่า ความรู้สึกที่เราเป็นกันนั้น มันช่างแสนธรรมดาเหลือเกิน คนเราจะมีความสุขได้ตลอด 365 วันมันเป็นไปไม่ได้หรอก ในมุมกลับกัน คงไม่มีใครบ้าเป็นทุกข์อยู่ทุกขณะจิต จะสุขจะทุกข์มันคือของที่คู่กัน
เหมือนช้อนกับส้อม,
เหมือนตะเกียบที่มาเป็นคู่,
เหมือนเสื้อกับกางเกง,
หรือเหมือนปากกากับกระดาษ
การที่เรารู้สึกแย่ มันไม่ได้แย่เกินไปถึงขนาดเข้าขั้นคอขาดบาดตาย เพียงแต่วันไหนหรือคืนใดที่เรารู้สึกว่ามันไม่ไหวจริง ๆ ลองปล่อยตัวเองให้นิ่ง ให้คิดเสียว่าเรามาลองนั่งดูทุกข์กันเล่น ๆ ไหมว่ามันจะอยู่กับเราได้นานกี่ชั่วโมง, กี่วัน, หรือกี่เดือน
ถ้ามีโอกาสได้ลองทำแล้ว เราจะรู้ไม่นาทีใดก็นาทีหนึ่งว่า เออ! เป็นทุกข์ไม่เห็นสนุกที่ตรงไหน โดยธรรมชาติคนเราไม่ชอบอยู่กับอะไรที่เป็นทุกข์นาน ๆ หรอก นอกจากคนที่หาทางออกไม่เจอแล้วไปติดกับดักกับความทุกข์ก็เท่านั้นเอง
อันนี้คงจะมีหลายคนเถียง ว่าพูดนั้นง่าย แต่ทำซิยากกว่า เราเองก็ไม่เถียง เพียงแต่อยากจะบอกแค่ว่าอย่าไปรังเกียจความทุกข์มันมากนักเลย อย่างน้อยมันก็ทำให้เราเรียนรู้ในการเกิดเป็นมนุษย์
เอาเป็นว่าทุกข์บ้าง,
สุขบ้างก็แล้วกัน
หรือใครยังไม่รู้ว่าจะหาทางออกกับปัญหาตรงหน้าอย่างไร ให้คิดเสียว่าพระเจ้าได้วางแผนชีวิตให้กับเราไว้แล้ว จงเชื่อเถิดว่า พระเจ้ามีศรัทธาในตัวเรามากกว่าเรามีให้ตัวเราเองเสียอีก
ท่านใส่บททดสอบเข้ามาในชีวิตของเรา เพราะท่านเชื่อว่าเราจะผ่านมันไปได้ และไปเจอสิ่งที่ดีกว่าซึ่งพระเจ้าได้เตรียมไว้ให้เราอยู่ข้างหน้าแล้ว
จงมองไปข้างหน้า, แม้ว่าเวลานี้หัวใจยังหนักอึ้ง
ส่งกำลังใจมาให้กันในวันธรรมดา ๆ อย่างวันนี้



วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ศิลปะ (อีกที)



เพิ่งไม่นานมานี้เองที่รู้สึกว่า สายตาในการมองโลกของตัวเองเปลี่ยนไป สีสันแปลกตาที่เข้ามามาระหว่างวันมันมีมากกว่าแค่สีพื้น ๆ แนวโมโนโทน เริ่มรู้จักสังเกตสิ่งรอบข้างมากขึ้นอย่างกระทันหัน พร้อมกับความเพลิดเพลินที่สีต่าง ๆ ได้เดินทางเข้ามาล้อเล่นกับสายตาได้อย่างเพลิดเพลินจำเริญใจ
มองย้อนกลับไป คงเริ่มตั้งแต่วันที่เราเดินเข้าไปในร้านหนังสือบนห้างใหญ่ เดินสอยดินสอสี หนังสือวาดรูป พู่กัน และอุปกรณ์วาดรูปต่าง ๆ กลับมาบ้าน ตั้งแต่นั้นมาเราเลยเริ่มรู้จักสังเกตกับความเป็นไปกับสิ่งรอบตัวมากขึ้น
ความรู้สึกนี้คงเริ่มมาตั้งแต่ เราได้ขับรถออกไปนอกเมือง สายตาได้รับรู้นอกจากสีเขียวของภูเขาแล้ว มันยังมีเฉดสีตั้งแต่สีเขียวอ่อนจนกระทั่งถึงสีเขียวเข้มเกือบดำ ในชั่วขณะเหมือนมีการสะท้อนของแสงและหยดน้ำตกลงมาบนภูเขาเหล่านั้น สีเขียวต่าง ๆ ก็เปลี่ยนไป
นอกจากสีเขียวของภูเขาแล้ว เรายังได้เริ่มสนุกกับการมองท้องฟ้า, ก้อนเมฆ, ดอกไม้, ต้นไม้ที่อยู่ข้างทาง จะว่าไปเรื่องเหล่านี้ก็เหมือนกับการมองโลกของเราเหมือนกัน
เรื่องบางเรื่องกับคนบางคน เราอาจจะไม่เข้าใจเลยก็ได้ว่า ทำไมเขาถึงได้มองกันไปคนละเรื่องเดียวกัน แต่ถ้าลองเอาความเป็นศิลปะมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน เราอาจจะเห็นได้ว่า โลกนี้มีความละเมียดละไมในตัวของมันเอง เพราะสายตาเรามีความละเอียดอ่อนมากขึ้น
ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน
เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องธรรมดาเหลือเกินที่ในหนึ่งวัน เราจะพบเจอคนหลากหลาย มีมุมมองที่แปลกประหลาด ร้ายบ้างดีบ้าง และก็คงเป็นเรื่องช่วยไม่ได้เหมือนกันสำหรับเรื่องของการมอง เพราะถ้าเป็นแฟชั่น มุมมองก็เหมือนกับรสนิยมของแต่ละคน เรื่องของรสนิยมเป็นเรื่องที่สอนกันไม่ได้
เริ่มต้นจากการทดลองเล็ก ๆ ของตัวเอง โดยลองเข้าไปอ่านบนหน้าวอลล์ของเพื่อน ๆ หลาย ๆ กลุ่มในเฟสบุ๊ค ในหน้าวอลล์ส่วนตัวของแต่ละคนนั้น ถ้าสังเกตให้ดีจะแสดงความเป็นตัวตนของแต่ละคนไว้สูงมาก เรียกได้ว่าเราอาจจะเริ่มจัดกระบวนความเข้าใจในตัวเพื่อนแต่ละคนจากบนโลกออนไลน์ได้เลยนะ
จากแต่ก่อนที่ว่าเราไม่เข้าใจเพื่อนคนนี้ว่าทำไมคิดแบบนี้ หรือทำแบบนี้ แต่พอลองอ่านกลับไปบนวอลล์ของเขา มันเหมือนจะมีภาพจิ๊กซอลปะติดปะต่อให้เรารับรู้ความเป็นไปของเขาทีละบททีละตอน ทำให้เราได้รู้ว่า ทำไมอะไรความสัมพันธ์ของเรากับเพื่อนจึงเดินมาถึง ณ ปัจจุบัน
ใครไม่เชื่อลองดูก็ได้ แล้วจะประหลาดใจเป็นอย่างมาก ที่บางครั้งเราเผลอตีความหรือเข้าใจอะไรเขาผิด แท้จริงแล้วเป็นเรื่องของคนสองคนที่เจออะไรไม่เหมือนกันมากกว่า อันนี้รวมถึงความคิด และมุมมองการมองโลกอย่างที่คุยไว้ตั้งแต่แรก
ไม่ได้บอกให้ทุกคนมาชอบศิลปะ ก็อีกนั่นแหละว่าเรื่องของความชอบไม่ชอบเป็นเรื่องที่บังคับกันไม่ได้ แต่ใจจริงอยากจะขอบคุณศิลปะมากกว่าที่แม้แต่แค่บทเริ่มต้นของการรู้จักนั้น ก็ทำให้จิตใจเราอ่อนโยนลงอย่างไม่น่าเชื่อ