วันพุธที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2553

วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์

เครดิตรูปจากอูฐ เพื่อนนิเทศ

ทุกวันนี้เคยรู้สึกไหมว่า พวกเราถูกกำหนดชีวิตอยู่ในกรอบของเวลา
โดยเฉพาะมนุษย์ทำงานอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ถูกขีดเส้นด้วยวันทั้ง 7 วัน ตั้งแต่วันจันทร์เรื่อยมาถึงวันอาทิตย์ ดีใจมากหน่อยเมื่อถึงเย็นวันศุกร์ ใช้เวลาที่เหลือถัดมาอีก 2 วันอย่างมีความสุข
แล้วก็จะหลีกไม่พ้นที่มีความรู้สึกว่าไม่ชอบเช้าวันจันทร์เลยเพราะมันเป็นวันเริ่มทำงานวันแรก เรื่อยมาถึงวันกลางอาทิตย์ แล้วก็วนกลับมาวันศุกร์อีกที
ชีวิตวนเวียนอยู่อย่างนี้สำหรับคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือน
เมื่อเข้าใจสิ่งที่ขีดเส้นให้เราเดิน แล้วมีความรู้สึกว่าดีใจสำหรับคนที่หลุดออกนอกกรอบ คือแบบไม่ต้องดีใจเมื่อถึงวันใกล้สิ้นเดือน และไม่เห็นเงินเดือนในธนาคารเพิ่มขึ้นแบบผิดปกติเมื่อใกล้ช่วงโบนัสออกตอนกลางปีหรือปลายปี (ฮา)
จริง ๆ แล้วมันก็เหมือนเหรียญที่มีสองด้าน เพราะคนที่หลุดจากสลิปเงินเดือน ก็อาจจะมีความกระวนกระวายใจแบบช่วยไม่ได้ เพราะรายได้มันมาแบบไม่แน่นอน ขณะที่เรายังต้องกินต้องใช้กันอยู่ทุกวัน
แค่อยากจะบอกว่า ดิส อิส อะ ไลฟ์
วันจันทร์ วันศุกร์ วันสุข หรือวันทุกข์ มันมาของมันเป็นจังหวะแต่ละช่วงชีวิตของแต่ละคนมากกว่า เพียงแต่เราจะต้องตั้งหลักรับมันให้ทัน สุขก็จงรู้ว่าสุข และทุกข์ก็จงรู้ว่าทุกข์ ทั้งสุขและทุกข์มันจะหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนมาทักทายเราอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ
ไม่ใช่ว่าต้องเป็นวันจันทร์เราถึงรู้สึกไม่มีความสุข หรือจะต้องเป็นแค่วันศุกร์เท่านั้น เราถึงจะรู้สึกว่าความทุกข์ได้จรลีหายไป เพราะคนเราจะสุขจะทุกข์ไม่ได้อยู่ตรงวันไหนหรอก ดูอย่างช่วงนี้ใกล้วันหยุดยาวของที่กรุงเทพ ฯ นี่ มีข่าวร้ายนำมาล่วงหน้าช่วงก่อนสิ้นปี
เหมือน ๆ กับจะบอกเรากลาย ๆ ว่าแค่กระพริบตา
บางที่ชีวิตของคนหนึ่งคนอาจจะเปลี่ยน
ข่าวร้ายที่ว่าคือ อุบัติเหตุรถยนต์ชนกับรถตู้บนดอนเมืองโทลล์เวย์ช่วงหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชนกันรุนแรงถึงขนาดผู้โดยสารรถตู้กระเด็นออกมานอกรถ ตกลงมาตายบนถนนข้างล่างเกลื่อนกลาดเต็มไปหมด และที่สำคัญคนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นคนมีการศึกษา เป็นกำลังสำคัญและเป็นอนาคตของประเทศชาติ
คนขับรถยนต์ขับรถมาด้วยความเร็วสูง อายุ 16 ปี ยังไม่มีใบขับขี่ และที่สำคัญเป็นลูกคนมีอิทธิพล
ในขณะนี้มีหลายฝ่ายออกมาเรียกร้องให้ความเป็นธรรมกับอุบัติเหตุครั้งนี้ ใครผิดต้องว่าไปตามผิด อย่าให้ความมีอำนาจมาบิดเบือนความจริง และต้องเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ ดูเหมือนว่าครั้งนี้ขบวนการยุติธรรมบ้านเรากำลังจะถูกทดสอบอีกครั้ง
อันนี้ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ
แค่อยากจะบอกว่าในวันนี้ ในขณะที่หลายคนกำลังตั้งหน้าตั้งตาเฉลิมฉลองปีใหม่กันอย่างใจจดใจจ่อ ยังมีอย่างน้อยอีก 8 ครอบครัวจากการสูญเสียครั้งนี้ กำลังมีความทุกข์อย่างหนักหนาสาหัสต่อการจากไปของพวกเขาอย่างไม่มีวันกลับ
ความทุกข์ไม่ได้มาตามวันเสียที่ไหน
จริง ๆ แล้วมันมาได้ทุกวันต่างหาก
เขียนเรื่องส่งท้ายปีเสือไว้ไม่สนุกอย่างที่เคยตั้งใจไว้ แต่อย่างไรก็ไม่ลืมส่งความสุขมาให้แฟนคอลัมน์ต่างองศา รวมทั้งครอบครัว ญาติ เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ทั้งที่อยู่ในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ในช่วงที่ปีเสือกำลังจะหมดไป และปีกระต่ายกำลังจะมาเยือน
เอาเป็นว่าสุขสันต์วันปีใหม่แบบธรรมดา ๆ ดีไหม
แฮ้ป อะ แฮป ปี้ นิว เยียร์ คะ

วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เรื่องของสี

เครดิตรูปจาก http://www.siamsouth.com/

อาทิตย์นี้เป็นช่วงของการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาส เรียกว่าเป็น ออเดิร์ฟก่อนจะเข้าสู่เทศกาลวันหยุดยาวปีใหม่อาทิตย์หน้า ช่วงนี้ไปที่ไหนก็จะเห็นแต่สีแดงสีเขียวเต็มไปหมด เพราะคงจะเป็นภาพชินตาที่จะมีลุงซานต้าในชุดสีแดง หนวดขาว เดินเล่นไปมาให้เด็ก ๆ ได้ถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน
เรื่องของ สีเป็นเรื่องที่แปลก และไม่รู้ใครเป็นคนบอกว่า เทศกาลนี้ต้องคุมโทนสีแดงเป็นหลัก อาจมีสีเขียวแหล่ม ๆ ออกมาประปราย พอให้ตัดกันได้แบบเข้ากั๊นเข้ากัน อย่างกับข้าวเหนียวต้องคู่กับส้มตำอย่างไรอย่างนั้น
ลองมองดูรอบ ๆ ตัวก็เห็นจะจริงว่าชีวิตเราแวดล้อมไปด้วยสี บางอย่างกลายเป็นวัฒนธรรมของสังคมไปโดยเราไม่รู้ตัว อย่างไปงานแต่งงานจะคุมโทนดำอย่างเดียว เจ้าภาพเขาอาจจะนึกด่าบุพการีเราอยู่ในใจ แม้ว่าในวงการแฟชั่นเดี๋ยวนี้ สีดำกลายเป็นสีโปรดของบรรดาดีไซน์เนอร์ทั้งหลาย บางทีเราก็อาจจะต้องหาโบว์หาเน็คไทสีฉูดฉาดมาประดับบ้างก็ตามทีเถอะ
หรือไปงานศพ จะล่อใส่สีแดงก็เลยก็อาจจะดูผิดกาละเทศะไปสักหน่อย อาจจะโดนค้อนแบบหางตา แล้วก็เลยไปถึงบุพการีเรา (อีกครั้ง) ไปอย่างช่วยไม่ได้
โปรดสังเกตว่าบุพการีของเราโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง
เรามาว่าด้วยเรื่องของสีกันต่อ
นอกงานบรรดาเหล่างานที่ต้องมีสีมาเป็นตัวกำหนดแล้ว ลองสังเกตดูรอบตัวก็มีสีเข้ามาวุ่นวายกับชีวิตเราพอสมควร ลองหลับตานึกภาพเซเว่น อีเล่เว่นปั๊บแล้วเราก็จะเห็นสีแดงกับสีเขียวลอยเข้ามาในหัวของเราทันที ประกอบกับมีเสียงติ๊งต๊องต้อนรับเราทันทีเมื่อประตูบานเลื่อนหน้าร้านค่อย ๆ เปิดออก
ลองนึกถึงร้านสุกี้เอ็มเค ก็มี 2 สีที่ว่านี้ลอยเข้ามาในหัวสมองของเราเหมือนกัน
เออ เพิ่งสังเกตเหมือนกันว่า สีเขียวและสีแดงเป็นสีที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง แต่หนักไปทาง positive feeling มากกว่าว่าไหม
เขาว่ากันว่าสีกำหนดอารมณ์เราได้
ลองนึกถึงตอนที่เราเปิดตู้เสื้อผ้า วันไหนถ้าอารมณ์ดี ๆ ชิลล์ ๆ ก็อยากจะใส่สีสดใส วันไหนอารมณ์ บ่ จอยก็อาจจะเลือกโทนสีเข้ม ๆ แต่เรื่องรสนิยมของสีในการเลือกเสื้อผ้าของแต่ละคนอาจจะไม่ตายตัว เพราะเพิ่งเปิดดูตู้เสื้อผ้าตัวเองไม่กี่วันที่ผ่านมา มากกว่าครึ่งหนึ่งในตู้เสื้อผ้า หนักออกไปทางโทนขาว ดำ และเทา
นอกจากสีที่มีอิทธิพลกับชีวิตประจำวันเราแล้ว เรายังใช้ สีบ่งบอกความเชื่อและจุดยืนของเราแบบทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว ลองนึกไปถึงประเทศไทยของเราเมื่อไม่กี่ปีมานี้ มี สีเกิดขึ้นมามากมาย เป็นสีที่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกกันอย่างชัดเจน บางอย่างที่ชัดเจนกันมากเกินไป ก็นำไปสู่การต่อสู้เพื่อชัยชนะอะไรบางอย่าง ซึ่งบางครั้งคนที่ใส่เสื้อสีนั้นอาจจะยังไม่เข้าใจก็ได้ว่า เราจะแบ่งสีกันไปทำไม
สีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน สีชมพู สีขาว และ ฯ ล ฯ
ก็ว่ากันไปตามเรื่องของสี คุยกันแบบสัพเพเหระตามสไตล์ ช่วงนี้ที่เมืองไทย คนเริ่มทำงานน้อยลง เริ่มเกงานลางานกันบ้างเล็กน้อย เพราะช่วงเวลาแบบนี้ หลายคนก็อยากจะสนุกสนานกันให้เต็มที่ เพราะหนึ่งปีก็มีเพียงแค่หนึ่งครั้งที่เราจะได้ปลดภาระหน้าที่วางลงไว้ชั่วคราว แล้วค่อยกลับมาลุยกันใหม่ต้นปีหน้า
จะชอบสีอะไร จะใส่สีอะไร เชื่อในสีอะไร คงไม่มีใครไปบังคับใครได้ ขอเพียงแต่ให้ทุกสีมีความสุขตามที่ตัวเองอยากจะเป็น และอย่าลืมให้โอกาสสีอื่นได้ยืนอยู่ข้าง ๆ เราบ้าง
อย่างน้อยเราก็จะได้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

กระจก


ถึงเวลาส่องกระจก

คุณส่องกระจกตัวเองครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?
อยู่ดี ๆ ก็มีคำถามนี้ก็โผล่ขึ้นมากลางสมอง
เวลาตื่นนอนขึ้นมา เชื่อว่าทุกคนนอกจากจะต้องอาบน้ำ แปรงฟัน ล้างหน้า ทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำแล้ว ก็ยังคงต้องส่องกระจกตรวจตราความเรียบร้อยก่อนออกจากบ้าน การส่องกระจกตัวเองกลายเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
แต่การส่องกระจก นอกจากจะเห็นตา จมูก ปาก และใบหน้าของตัวเองแล้ว ถ้ามองให้ลึกลงไปกว่านั้น เรามองเห็นอะไรเข้าไปนอกจากรูปลักษณ์ภายนอกกันบ้างรึเปล่า?
การส่องกระจกเข้าไปภายในใจเราเองบ้าง อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เราได้อยู่กับตัวเอง และตั้งคำถามกับตัวเองว่าอะไรเกิดขึ้นบ้าง และจะเดินอย่างไรต่อ บางทีที่เราวุ่นวายกับชีวิตประจำวันจนดิ้นไม่หลุด จนบางครั้งอาจจะทำให้เราลืมสิ่งที่เราคิด หรือสิ่งที่เราตั้งใจจะทำไปได้ง่าย ๆ
ถ้าเป็นนักข่าว อาจจะต้องบอกว่าประเด็นของเรื่องมันหายไป
ถ้าเป็นช่างภาพ อาจจะเป็นเรื่องของการลืมปรับโฟกัส
ถ้าเป็นนักธุรกิจ อาจจะเป็นเรื่องราวของคนลืมเขียนแผนการตลาดไว้ล่วงหน้า
ถ้าเป็นคนทำงานรับจ้างกินเงินเดือน อาจจะเป็นเรื่องของการลืมคิดการก้าวไปข้างหน้าทางด้านอาชีพการงาน
ถ้าเป็นและถ้าเป็น ฯ ล ฯ
เราเป็นคนชอบส่องกระจกมองตัวเอง ส่วนหนี่งเป็นเพราะว่าเป็นคนที่ไม่ค่อยมีโฟกัสในชีวิต วิธีการช่วยจำและช่วยย้ำคิดย้ำทำของตัวเองก็คือ การมีสมุดโน้ตอยู่ข้างตัว เห็นอะไร ชอบอะไร คิดอะไรได้ต้องรีบเขียนลงไป
ไม่อยากเห็นบางอย่างแล้วผ่านเลยไป ซึ่งบางทีมันอาจจะไม่ได้หมุนวนกลับมาหาเราอีกก็เป็นได้
อย่าไปคิดให้มันซับซ้อน
เอาง่าย ๆ ตอนที่ไปเดินซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต ก่อนออกจากบ้าน มีของอยู่ในสมองเพียบว่าจะต้องซื้อเข้ามา แต่ทุกครั้งที่ไปโดยไม่มีกระดาษโน้ตจดของที่จะซื้อ กลับกลายเป็นว่าของที่ต้องซื้อไม่ได้ซื้อ ไอ้ของที่ไม่ได้อยากซื้อกลับซื้อมาวางอยู่ในบ้านเต็มไปหมด
กลับมาว่าเรื่องกระจกกันต่อ จริง ๆ แล้วการส่องกระจกเป็นนัยสำคัญของตัวเองมาตั้งแต่เริ่มต้นเป็นนักข่าวมือใหม่หัดขับ ในแง่ของคนข่าว กระจกเปรียบเสมือนกับสิ่งที่สะท้อนความจริง ในแง่ของคนใช้ชีวิต กระจกน่าจะช่วยให้เราทำความเข้าใจกับอะไรที่อยู่ข้างในใจเราเอง
หลังอ่านบทความนี้เสร็จ มาลองดูกันไหมว่า สมมุติตัวเองว่าเดินเข้าห้องหน้า แล้วยืนอยู่หน้ากระจก ลองมองเข้าไปลึก ๆ จากดวงตาพุ่งทะลุตรงเข้าสู่สมองของเรา ดูสิว่าเราเห็นอะไรกันบ้าง คุณอาจจะประหลาดใจที่เราอาจจะพบเรื่องราวมากมายระหว่างตัวคุณเองกับกระจกบานนั้น
ฝากข่าวถึงแฟนคอลัมน์ที่แอลเอว่า ปีนี้คงไม่ได้อยู่เขียนบทความต้อนรับปีใหม่จากที่นั่น แต่รับรองว่าน่ามีเรื่องราวสนุก ๆ เขียนกันแบบสด ๆ ส่งตรงจากแบ็งค็อกของเรา ขอให้เอ็นจอยสนุกสนานกับชีวิตไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนของโลก


วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553

กลับบ้าน

หน้าเวทีงาน SF Back to School (เครดิตรูปจากทีมงาน SF Back to School)

จำความรู้สึกครั้งแรกได้ที่เดินกลับเข้าไปโรงเรียนเมื่อหลายเดือนก่อน เป็นความรู้สึกคิดถึงอยู่ลึก ๆ และโหยหาที่จะได้กลับไปอีกสักครั้ง เหมือนเราเกิดและผูกพันกับที่นี่ตั้งแต่วัยเด็ก ภาพความทรงจำเก่า ๆ อยู่ดี ๆ ก็แล่นจู่โจมเข้ามาในรอยหยักของสมอง
เหมือนใครเอาภาพยนตร์เก่ามาฉายซ้ำไปมาอยู่ในหัว
เพียงแต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ มันเกิดขึ้นและจบไปแล้วในชีวิตปัจจุบัน
แต่แปลกที่มันยังกลับมาโลดแล่นอยู่ในสมองของเรา และวนไปวนมาอยู่อย่างนั้น
จำได้ว่าครั้งนั้น มีเพื่อนถามว่า เราจะได้กลับมางานคืนสู่เหย้าตอนช่วงสิ้นปีไหม ตอนนั้นตอบตามตรงว่า ไม่รู้อนาคตจริง ๆ ไม่แน่ใจว่าจะต้องกลับไปแอลเอรึเปล่า แต่ก็เหมือนอะไรดึงเราไว้ที่นี่ และสุดท้ายก็ได้กลับไปโรงเรียนอีกครั้งจริง ๆ เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
เที่ยวบอกใครต่อใครหลายคนว่า เราเป็นคนไม่มีบ้านเป็นหลักแหล่ง ต้องเดินทางไปโน่นนี่ตลอดเวลา จดหมาย รูปภาพเก่า ๆ ต่างหายไปตามทางเมื่อถึงเวลาต้องย้ายตัวเองไปปักหลักอยู่ที่ไหนสักแห่ง แต่ครั้งนี้เมื่อเดินกลับเข้าไปในโรงเรียน เหมือนภาพในอดีตมาปรากฎอยู่ตรงหน้า
มีสถานที่เก่า เพื่อนเก่า ครูอาจารย์ที่เคยถือไม้เรียววิ่งไล่จับเราตอนเราเป็นเด็ก ยืนคอยต้อนรับอยู่ตรงหน้า 
เป็นความรู้สึกที่เต็ม และเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่รู้สึกว่าเราได้กลับบ้านที่เป็นบ้านจริง ๆ
จากความรู้สึกและภาพที่วิ่งอยู่ในหัวสมองขณะนั้นค่อย ๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยเสียงทักทายแบบนกกระจอกแตกรังเหมือนไม่เคยเจอกันมาหลายสิบปี (นับแล้วก็เป็นเวลามากกว่า 20 ปี) เสียดายที่ได้ทักทายกันคนละนิดคนละหน่อย เพราะดูเหมือนต่างคนก็อยากจะวิ่งตามหาเวลาดี ๆ เหล่านี้เก็บไว้ เพื่อเป็นพลังในการเดินต่อไปในชีวิตจริง
นอกจากเพื่อน พี่ น้องที่ได้เจอแล้ว ก็ยังมีครูอาจารย์ที่ทำให้เราเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้คอนเฟิร์มด้วยความแน่ใจว่า ไอ้เรานี่เป็นเด็กหลังห้องแบบจริงจัง รู้ว่าเวลาผ่านไป แต่ก็ยังไม่คลายความกลัว รู้ทั้งรู้ว่าครูคงไม่ไปเอาไม้เรียววิ่งไล่ตีเราอีกเป็นแน่ แต่ก็ยังขอยืนมองดูครูด้วยความเคารพอยู่ห่าง ๆ อย่างนี้จะดีกว่า
แฮ่ะ ๆ ไม่อยากจะบอกเลยว่า เวลานี้เหมือนต้องชดใช้หนี้กรรมที่เคยทำกับครูไว้ เพราะตอนนี้เราก็กลายมาเป็นอาจารย์พิเศษสอนเด็ก ก็เลยต้องผจญวีรกรรมกับพวกเขา เหมือนที่เราเคยทำไว้กับครูเมื่อยังเป็นเด็ก
นอกจากนี้ ยังมีโอกาสได้กลับไปนั่งโต๊ะโรงอาหารแบบเดิม ๆ กับอาหารที่คุ้นลิ้นมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยวเรือนายเบิ้ม ข้าวต้มไก่ฉีก กระเพาะปลา และข้าวเกรียบปากหม้อญวณ จำได้ว่ากลับบ้านไปแบบท้องอิ่มพร้อมกับอาการเสียงแหบเสียงแห้ง
แต่คืนนั้นยังเผลอแอบมีรอยยิ้มก่อนหลับไป
เวลามันคงหมุนเวียนแบบนี้ของมันไปเรื่อย ๆ หมุนให้เราไปเจอนั่น นี่ โน่น แล้วมันก็หมุนให้เราได้เจอใครต่อใครบ้าง ถามว่าเวลาจะหมุนให้เราได้เจอกันอีกไหม เวลาคงทำหน้าที่ของมัน ส่วนเราก็คงทำตามหน้าที่ของเรา
จนกว่าเราจะได้พบกันอีก

วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

นิเทศ Got ทะเล้น

เครดิตรูปจากอุ๊บ เพื่อนที่นิเทศ ฯ

หนึ่งเดือนที่ผ่านมา มีงานคืนสู่เหย้า 3 งานติด
และ 2 ใน 3 ของงาน ดันจัดวันเดียวกัน
เลยต้องเลือกไปแค่ 2 งาน พลาดไปหนึ่งแต่ก็นับว่าไม่พลาดอะไร เพราะเพื่อนส่วนใหญ่ก็มาจากโรงเรียนเดียวกัน
เร็ว ๆ นี้เพิ่งบ่นกับเพื่อนว่า เวลามันช่างผ่านไปเร็วจริง ยังไม่ทันไรจะสิ้นปีอีกแล้ว และถ้าเป็นช่วงที่ชีวิตได้กลับมาอยู่เมืองไทยประมาณเดือนพฤศจิกายน หรือธันวาคมแบบนี้ รับรองได้เลยว่าสนุก และจะมีอาการแบบชีพจรลงเท้า เพราะเป็นช่วงที่คนไทยเริ่มฤดูการเฉลิมฉลองกันล่วงหน้า
เป็นช่วงเวลาแห่งการพบปะสังสรรค์กันแบบจริงจัง
เฉลิมฉลองกันแบบเอาเป็นเอาตาย
ยังเคยคิดเลยว่า ถ้าเราทำอะไรอย่างอื่นที่จริงจังแบบนี้บ้าง ป่านนี้ประเทศเราอาจจะเป็นเสือตัวที่ห้าของเอเชียไปแล้ว
กลับมาเรื่องเพื่อนกันดีกว่า นอกจากสถาบันครอบครัว ถัดไปก็คงเป็นสถาบันการศึกษานี่แหละ ที่เราจะได้เจอคนที่เราจะเดินกันไปเรื่อย ๆ บนถนนชีวิตเส้นนี้ ห่างหายจากกันไปบ้าง แต่เมื่อถึงเวลาก็เดินกลับเข้ามาหากันไปอีก มิตรภาพในวัยเด็กเป็นมิตรภาพที่ไม่ต่อก็ติด เหมือนกับกาวตราช้างอย่างไรอย่างนั้น
ผองเพื่อนนิเทศ เครดิตรูปจากนิ้งหน่อง

ครั้งนี้ได้กลับไปคณะนิเทศศาสตร์ จุฬา ฯ ก่อน บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก มีตึกใหญ่ ๆ ขึ้นสูงระฟ้าเต็มไปหมด บางตึกก็กลับถูกทุบทิ้งไปอย่างน่าใจหาย แม้แต่ตัวคณะเองก็เปลี่ยนไปค่อนข้างมาก
ไปนั่งดูการแสดงอยู่หน้าเวที (ซึ่งก็ยังคงความเป็นเด็กนิเท้ศ นิเทศ) แอบคิดแว่บ ๆ ว่า อืม 20 ปีแล้วซินะที่เราไม่ได้กลับมาเยี่ยมบ้านหลังนี้เลย บ้านที่ครั้งหนึ่งมอบความสุขทั้งกายและใจ สนุกสนานกับชีวิตนิสิตนักศึกษา ได้พบเจออะไรใหม่ ๆ ไม่รู้ตัวว่าความคิดบางส่วนในขณะนั้น ได้กลายมาเป็นพื้นฐานความคิดของเราถึงทุกวันนี้
การกลับไปโรงเรียน เหมือนกับการเราได้กลับไปอยู่บนเวทีอีกครั้งหนึ่ง
เวทีของมิตรภาพ
เสียดายที่คืนนั้นมีงานนัดพบแบบเดียวกันของนักเรียนเตรียมอุดม ทั้งศิลป์ฝรั่งเศส ศิลป์เยอรมัน และศิลป์คำนวณ ถึงแม้จะเป็นเวลาแค่ 3 ปีที่เราใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น แต่ก็ยังมีความทรงจำดี ๆ ติดตัวมาจนนึกถึงทีไร ก็แอบยิ้มไม่ได้ทุกที
แต่อย่างน้อยก็ได้แอบดูรูปเพื่อน ๆ บนเฟสบุ้ค!
มีคนเขาว่ากันว่า มิตรภาพในวัยเด็กเป็นความสัมพันธ์ที่บริสุทธิ์ ไม่มีผลประโยชน์อะไรแอบแฝง ถึงแม้จะไม่เทียบเท่าความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพ่อ แม่ พี่ น้องก็ตาม และคิดว่ามันคงจะเป็นแบบนั้นจริง ๆ และบางอย่างบางเรื่องเราก็ไม่สามารถเล่าให้พ่อแม่ฟังได้ ก็คงมีแต่เพื่อนนี่แหละที่เราสามารถเปิดอกพูดอะไรที่มันอยู่ข้างในใจได้
จริง ๆ แล้วก่อนที่จะกลับไปงานคืนสู่เหย้าแบบนี้ ซึ่งครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี เพราะจริง ๆ แล้วเพื่อน ๆ ก็นัดเจอกันทุกปี เป็นกลุ่มใหญ่บ้างเล็กบ้าง แต่ครั้งก่อน ๆ ที่ไม่ได้มาส่วนหนึ่งอาจจะไม่ได้อยู่เมืองไทย และถึงแม้บางครั้งจะอยู่เมืองไทย แต่ก็มีความคิดว่า ไม่รู้เพื่อนจะเหมือนเดิมไหม
เหมือนคนคิดอะไรโง่ ๆ ว่าไหม? เพื่อนอย่างไรก็ยังเป็นเพื่อนอยู่วันยันค่ำ
เพื่อนบางคนอาจจะเปลี่ยน
แต่เพื่อนแท้ไม่เคยเปลี่ยน
คิดแล้วโชคดีที่มีเพื่อนแท้เหมือนคนอื่นเขาบ้าง
อาทิตย์หน้ามีงานคืนสู่เหย้าที่โรงเรียนวัยเด็กมาฝาก รับรองว่าสนุกไม่แพ้กัน ได้ข่าวว่าตอนนี้ที่แอลเออากาศหนาวมาก ประมาณว่าฝนที่ตกทางโน้นหนาวถึงคนทางนี้ อย่างไรอย่าลืมหาเสื้อแจ็กเก็ตและผ้าพันคออุ่น ๆ ติดตัวตลอดเวลานะคะ
แล้วเจอกันใหม่อาทิตย์หน้า