วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554

อารมณ์

เครดิตรูปจาก http://www.ismikendra.com/

เขาเรียกเราว่าน้อง…
ฟังดูแล้วทำให้รู้สึกว่านานเหลือเกินแล้ว ที่ไม่มีใครเรียกเราแบบนี้ ตอนแรกมีอาการขุ่นข้องใจ ว่าเฮ้ยเด็กรุ่นน้อง มีอาการปีนเกลียวรึเปล่า แต่โถ! มาคิดในแง่ดี แสดงว่าเรายังมีความเป็นเด็กในตัวเองอยู่ไม่น้อย
คิดได้แบบนั้น อาการขุ่นเคืองก็เหมือนจะหายเป็นปลิดทิ้ง…
และก็มีอยู่วันหนึ่ง เราได้ขับรถในกรุงเทพ ฯ ที่ซึ่งขึ้นชื่อว่าหาที่จอดรถยากมาก แต่วันนั้นด้วยความรีบ เพราะกลัวจะไม่ทันนัด เลยขับรถเข้าไปจอดแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ โดยลืมเช็คไปว่า เขาคิดอัตราค่าจอดรถชั่วโมงละเท่าไร
แต่คิดในใจว่าคงไม่แพง และไม่นาน แค่คุยธุระเสร็จก็จะขับออกมาทันที…
วันนั้นเสร็จธุระเรียบร้อยแล้ว ก็เลยขับรถออกมา โดนค่าจอดรถไปชั่วโมงละ 50 บาท เหมือนโดนโจรปล้นเงินไปตรงหน้าแบบดื้อ ๆ แถมน้องคนเก็บบัตรตอบกลับมาว่า
“ถ้าพี่สแตมป์บัตรจอดรถ จะจ่ายแค่ชั่วโมงละ 20 บาท”
ทันทีที่น้องคนนั้นบอก เราก็หันไปมองกระจกหลัง เตรียมตั้งลำกลับไปหาที่ปั๊มบัตรจอดรถดีกว่า แต่ด้วยความที่โชคไม่เข้าข้าง มีรถมาจอดรอออกอยู่ 2-3 คัน เลยหมดสิทธิ์ จำเป็นต้องจ่ายเงิน 50 บาทนั้นไปอย่างน่าเสียดาย
ไอ้ความที่มัน “50 บาท” กับไอ้ที่เขาเรียกเราว่า “น้อง” พาลทำให้หงุดหงิดใจอยู่ชั่วครู่ชั่วยาม ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก แต่ก็ยังพกพาอารมณ์แบบนั้นอยู่ในขณะที่เดิน หรือช่วงที่อยู่บนท้องถนน
ซึ่งตามหลักแล้ว เราควรจะปล่อยมันไป เดี๋ยวนี้เงิน 50 บาทในเมืองใหญ่ แทบจะมีมูลค่าน้อยมาก หรือการที่ใครมาเรียกเราว่าอะไรก็แล้วแต่ ไม่น่าจะให้มันมาเป็นอารมณ์ แต่ตัวเราเองต่างหาก ที่เก็บมันขึ้นมา เก็บมันมาคิด ทำให้อารมณ์ขุ่นมัวโดยไม่เห็นทางว่ามันจะเกิดประโยชน์กับใคร หรือแม้แต่ตัวเราเองทั้งสิ้น
การตรวจสอบอารมณ์จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่เสมอ…
บางครั้งการเดินถอยหลังมาตั้งหลัก แทนที่จะเดินหน้าไปแบบไม่รู้ทิศรู้ทาง น่าจะดีกว่าเป็นไหน ๆ การถอยหลังไม่ได้หมายความว่า เราจะหยุดเดิน เพียงแต่เราเดินย่ำอยู่กับที่ก่อน หรือถอยหลังสัก 1-2 ก้าว แล้วค่อยเดินต่อ ทำให้ก้าวที่เดินต่อเป็นเรื่องของความมั่นคง
อย่างน้อยก็เป็นความมั่นคงทางอารมณ์…
ที่สมัยนี้หาได้ยากเหลือเกิน…
คนกรุงเทพ ฯ หงุดหงิดง่าย ขับรถไม่ถูกใจหน่อย ก็บีบแตรกันเสียงดังลั่น ดีไม่ดีเจอคนบ้า ๆ ลงมาขู่จะเอากันให้ถึงชีวิต ทั้ง ๆ ที่เถียงกันแค่ใครจะออกจะเข้าก่อนกันก็เท่านั้นเอง
ต้องใจเย็นลงอีกนิด ถือคติว่า ยิ้มกันวันละนิด จิตแจ่มใสดีกว่าเยอะเลย

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554

ความสุข



ความสุขที่สุดในชีวิตคือ การที่ได้เรากินอิ่มนอนหลับ ได้ทำในสิ่งที่เรามีความสุขในระหว่างวัน วันนี้ขณะที่กำลังเขียนต้นฉบับ รู้สึกว่ามันเป็นอีกวันหนึ่งที่เต็มอิ่มกับชีวิต เป็นความสุขที่เรียบง่าย หาได้ไม่ยาก ไม่ต้องใช้เงินอะไรมากมาย แค่ได้หลีกหนีไปจากชีวิตจำเจสักวันหนึ่ง แค่นี้ก็เป็นรางวัลให้กับชีวิต แบบใครจะเอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม
วันนี้เริ่มต้นการเดินทางออกสำรวจกรุงเทพ ด้วยการทิ้งยานพาหนะไว้ที่บ้าน แล้วขึ้นรถลงเรือไปเดินเล่นชิลล์ ๆ แถววังหลัง ท่าเรือศิริราช ความตั้งใจอย่างแรกคือ อยากจะไปถวายพระพรพ่อหลวงของเราแบบใกล้ ๆ เหมือนกับคนอื่นเขาบ้าง และแล้วก็สมความตั้งใจ
ต่อมาเป็นความเพลิดเพลินจำเริญใจของตัวเองล้วน ๆ การเดินทางโดยใช้ยานพาหนะสาธารณะ ทำให้เราได้เห็นชีวิตที่เราอาจจะไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก ชีวิตของคนเก็บตั๋วบนเรือเมลล์ คนนั่งตกปลาบนสะพานที่กำลังชักเย่อสนุกกับเกมตรงหน้า จนลืมสนใจไทยมุงที่คอยให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ หรือแม้แต่ชีวิตคนขายของตามท่าเรือต่าง ๆ
ภาพเหล่านี้เป็นภาพที่เราเห็นได้ไม่บ่อยนัก ถ้าไม่ได้มีโอกาสแบบวันนี้ วันที่ตั้งใจจะเดินช็อปซื้อของเก่า หาของกินเล่นตามรายทาง และจบทริปสุดท้ายในวันนี้ด้วยการไปนั่งชมพระอาทิตย์ตกดินตรงข้ามวัดอรุณ ฯ
ช่วงนี้เป็นช่วงที่เมืองไทยเจอฝนกระหน่ำไปทั่วทุกภาค เรียกได้ว่าฝนตกแทบจะทุกวัน เราเลยเห็นภาพกระสอบทรายวางเรียงรายอยู่ตามท่าเรือต่าง ๆ สัมผัสได้กับความยากลำบากของคนขายของแถบนั้น แต่รอยยิ้มดูเหมือนจะไม่ได้เลือนหายไปจากใบหน้าคนเหล่านั้น
เมื่อชีวิตยังไม่สิ้น…
ก็คงต้องดิ้นกันต่อไป…
ดูเหมือนจะเป็นบทสรุปง่าย ๆ แบบนั้น…
ทริปนี้จบท้ายด้วยการไปนั่งทานอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งตั้งอยู่บนพิกัดตรงข้ามกับวัดอรุณ ฯ เป๊ะ ช่วงที่ไปเป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์กำลังจะลับฟ้า สีฟ้าปนสีส้มและสีขาวของเมฆตัดกับภาพของวัดอรุณ ฯ ช่างเป็นภาพที่ทำให้เรารู้สึกว่า ความสวยงามอยู่ใกล้แค่เอื้อมแค่นี้เอง ไม่เห็นต้องไปวิ่งหาให้เหนื่อยยากเลย
เมื่อดวงตะวันลับฟ้า พร้อมกับไวน์ที่หมดไปหนึ่งขวด คงได้เวลากลับบ้านเสียที วันนี้เราเดินออกมาจากตรอกกันแบบเงียบ ๆ ออกมาเรียกรถแท๊กซี่หน้าวัดโพธิ์ มุ่งหน้ากลับบ้านที่แจ้งวัฒนะ แบบคิดถึงเตียงนอนนุ่ม ๆ ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
การเดินทางไม่จำเป็นต้องใช้เวลาหลาย ๆ วัน…
แค่ได้ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงในหนึ่งวัน กับสิ่งที่เราไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำ…
แค่นี้ก็คงทำให้เติมสีสันกับชีวิตจำเจของเราบ้างไม่มากก็น้อย…
สุขสันต์ในวันธรรมดาแบบวันนี้ก็แล้วกันนะคะ


วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554

บาหลี


เคยถามตัวเองว่า เราเองคงเป็นโรคประหลาด ไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องเขาว่า ถ้าจะไปเที่ยวที่ไหน จะต้องกระตือรือร้นไปสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ ๆ ของจุดหมายปลายทางนั้น ๆ อย่างไปเที่ยวครั้งล่าสุดที่บาหลี ก็แอบลดโปรแกรมทัวร์ตามวัดต่าง ๆ ออกไปมากกว่าครึ่ง
“มาดี” คนบาหลีที่เราจ้างมาเป็นคนขับรถและนำทางเราเที่ยวครั้งนี้ คงแอบดีใจเล็ก ๆ เหมือนกัน ว่าเขาจะได้ไม่ต้องเหนื่อยมากเมื่อเจอลูกทีมแบบเรา
การเดินทางครั้งนี้ 5 วัน 4 คืน ตอนแรกกะกันไว้ว่าจะแบ็คแพคไปกันสองคน แต่แล้วก็ต้องเปลี่ยนแผนกระทันหัน เพราะมีแม่เข้ามาร่วมแจม ไปกับผู้ใหญ่แบบนี้ เลยต้องปรับทริปเป็นแบบชิลล์ ๆ สบาย ๆ ดีกว่า
โดยทีมเราถือคติว่า เพื่อนร่วมทางนั้นสำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นใครอยากจะทำอะไรทำ ไม่อยากไปเที่ยวตามโปรแกรม ก็พักผ่อนอยู่ในโรงแรม ไปกันแบบสบาย ๆ ใครอยากทำอะไรทำ ตามใจกันแบบนี้ใคร ๆ ก็ชอบ
จริง ๆ แล้วการพาแม่ไปครั้งนี้ ถือว่าเป็นการฉลองให้แม่ หลังจากคุณหมอคอนเฟิร์มว่า แม่ไม่ได้เป็นเนื้อร้ายอย่างที่สงสัยไว้ เพราะฉะนั้นการเดินทางของพวกเราครั้งนี้ ถือเป็นการไปเที่ยวแบบโล่งใจเป็นที่สุด
ใครที่เคยไปบาหลีแล้ว จะรู้ว่าสถานที่นี้เป็นสวรรค์ของคนที่รักศิลปะ ขับรถไปบนท้องถนนเกือบทุกที่ อย่างน้อยจะมีแกลลอรี่ภาพวาดเล็กบ้างใหญ่บ้าง อวดโฉมให้เราได้เห็นตามรายทาง และเกือบจะตลอดทริปการเดินทางครั้งนี้
ความสุขของเราอยู่ตรงที่ ได้เห็นวิถีการใช้ชีวิตที่ผสมผสานระหว่างการเป็นเมืองท่องเที่ยว กับคนพื้นเมืองที่พยายามจะรักษาระยะห่าง ระหว่างวัฒนธรรมและความเชื่อของตัวเองเอาไว้ ทำให้เราได้เห็นภาพผู้หญิงบาหลีนุ่งผ้าโสร่งสีสด วางของสูง ๆ อยู่บนศีรษะขณะเดินออกจากวัด เดินเรียงแถวมาตามถนนหนทางอย่างเป็นระเบียบ
ภาพนี้ถ้าจะเปรียบ คงจะเป็นเหมือนออกซิเจนให้กับชีวิต ว่าเราสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยวิถีทางชีวิตของเราเอง แม้จะมีกระแสเชี่ยวกรากของการท่องเที่ยวเข้ามาเคาะประตูบ้านอยู่เป็นระยะ
ความสุขมันดำรงอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง…
นอกจากศิลปะบาหลีที่ดูเมือนจะเป็นตัวชูโรงของการเดินทางครั้งนี้แล้ว เรายังมีโอกาสได้เห็นการทำนาแบบขั้นบันได ที่สวยสดงดงามเหมือนภาพวาดอย่างไรอย่างนั้น
และที่น่าประหลาดใจเป็นที่สุดก็คือ เขาสามารถทำนาขั้นบันไดติดกับโรงแรมหรือรีสอร์ท แบบที่เราเองผู้เป็นแขกไปเยือนก็ไม่ได้รู้สึกเก้อเขินแต่อย่างใด ที่มีชาวนามาปลักดำต้นกล้าอยู่ข้าง ๆ สระว่ายน้ำของโรงแรม
วันนั้นเราจบทริปด้วยการกินข้าวกันแบบบาหลีแท้ ๆ กลางทุ่งนา ภาพพระอาทิตย์สีส้มเหลืองกำลังจะตกดิน ตัดกับทุ่งนาสีเขียวขจี พร้อมกับลมพัดมาเอื่อย ๆ ให้ความรู้สึกสงบร่มเย็นกับเราอย่างมีความสุขที่สุดในค่ำคืนวันนั้น

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ของหาย

Photo by Napaksorn Jariyanont

เคย “ของหาย” กันบ้างไหมคะ?
จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่กระเป๋าตังค์ตัวเองหาย ก็เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว แต่ยังจำความรู้สึกตัวเองได้ดี เพราะในกระเป๋าตังค์นั้นนอกจากเงินแล้วยังมีบัตรประชาชน, ใบขับขี่, เครดิตการ์ด และรูปที่เราพกติดตัวมาตลอด
จำได้ว่ารู้สึกเสียดายและเศร้ามาก…
แล้วกว่าจะทำใจกับมันได้…
ต้องใช้เวลาทำใจกับมันหลายวันเลยทีเดียว…
พร้อมกับบอกกับตัวเองว่า ต่อไปนี้จะต้องมีสติทุกครั้งเวลาถืออะไรที่มีค่าออกนอกบ้าน
แล้วมันก็ผ่านไป จนมาเมื่อ 2-3 วันก่อน ความรู้สึกเดิมได้ย้อนกลับมาอีก เพราะของที่มีค่าหายแบบไม่รู้ตัวว่าตัวเองเอาไปวางไว้ที่ไหน นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ว่ามันหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ โดยเฉพาะของที่หายไม่ใช่ของของตัวเอง เลยจิตตกไปทั้งวันกว่าจะทำใจกับมันได้
เสียดายก็เสียดาย แต่คิดไปเสียว่า เอาเหอะ! ของหายยังดีกว่าคนหายไปจากชีวิตเลย ยิ่งมีอายุมากขึ้น คนที่รายล้อมรอบตัวเราเหลือน้อยลงไปทุกที ไม่อยากให้ใครหายไปอีก (ถ้าไม่จำเป็น) คิดได้แบบนี้ก็รู้สึกสบายใจขึ้น
เริ่มดึงตัวเองกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ…
จริง ๆ แล้วตัวเองเป็นคนของหายไม่บ่อย ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามของคนหนึ่งคนที่อายุวนเข้าเลขสี่ ซึ่งเราถือว่าไม่มากนะ จำได้ว่ามีเพื่อนคนหนึ่งของมันหายบ่อยมาก บ่อยจนเราเองยังงงว่า มันทำใจเรื่องของหายบ่อย ๆ ได้อย่างไร
มีอยู่เย็นวันหนึ่ง เรากำลังจะกลับบ้านกัน ขับรถกันออกมาได้ครึ่งทาง เพื่อนคนนี้ก็ตะโกนขึ้นมาว่า
เพื่อน: เฮ้ย กระเป๋าตังค์หายอ่ะ
เรา: งั้นเราวนรถกลับไปหากันที่คณะไหม?
เพื่อน: ไม่ต้องหรอก อาทิตย์ที่แล้วก็หาย หายจนชินล่ะ
เรา: ???????
ไม่รู้ตอนนี้เพื่อนคนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ยังคงของหายเป็นประจำอยู่บ่อย ๆ รึเปล่า ตอนที่ของตัวเองหาย อยากจะโทรไปหาเพื่อนคนนี้ขึ้นมาทันที แค่อยากจะถามว่า “ทำใจกับของหายได้อย่างไร ให้เร็วและได้ผลชงัด”
ตอนนี้รู้แล้วว่าคงเป็นเรื่องของการทำใจมากกว่า พร้อมกับบอกกับตัวเองว่า จะไม่มีของหายคราวหน้าอีกถ้าเรามีสติกับทุก ๆ ก้าว
สติ สติและสติเท่านั้น…

วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2554

รถติด


การอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพ ฯ เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเจอกับเรื่องรถติด จนกลายเป็นห้วข้อการพูดคุยกันในชีวิตประจำวัน เหมือนประมาณเรื่องดินฟ้าอากาศ ว่าวันนี้การจราจร (ซึ่งบางครั้งก็กลายเป็นจลาจล) เป็นอย่างไร ยิ่งฝนตกช่วงเวลาเช้า ๆ หรือเวลาเย็น ๆ ตอนเลิกงานยิ่งไม่ต้องพูดถึง
และถือว่าเป็นโบนัสพิเศษสำหรับตัวเอง ที่มีบ้านอยู่หลังห้างใหญ่ และไม่ไกลจากสถานที่ที่มีการจัดงานแฟร์หรือคอนเสิร์ตเป็นประจำ มีอยู่วันหนึ่งนั่งอยู่ในรถเกือบ 1 ชั่วโมง ทั้ง ๆ ที่บ้านก็ห่างไปแค่ไม่ถึง 1 กิโลเมตร เรียกว่าเป็นทุกข์ของคนเมือง ที่คนต่างจังหวัดอาจจะไม่มีวันเข้าใจ
จนบางครั้งเราต้องมานั่งคิด แล้วเราจะมาทนอยู่ในเมืองทำไม…
ทำไมไม่ย้ายออกไปอยู่ต่างจังหวัดซะให้มันสิ้นเรื่องสิ้นราว…
แต่มันก็เป็นไปได้ยาก หรืออาจจะเป็นไปไม่ได้เลยในตอนนี้…
เพราะไม่รู้จะไปทำมาหากินอะไร (ฮา)…
เมื่อคิดได้แบบนี้ ก็เลยต้องหยุดคิด แล้วต้องทำใจยอมรับกับสภาพที่เป็นอยู่ พยายามหาข้อดีในการติดอยู่บนถนน อย่างเช่นได้มีเวลานั่งฟังเพลงที่เราชอบ ได้นั่งเงียบ ๆ กับตัวเองสักพัก หรือช่วงที่ใครเป็นแฟนกันใหม่ ๆ น่าจะดีที่ได้ติดอยู่บนรถด้วยกัน เพราะจะได้ใช้เวลาคุยและได้อยู่ด้วยกันนาน ๆ
คิดไปอีกแง่ หลายคนเขาเลือกไม่ได้ที่จะต้องใช้รถใช้ถนนตอนนี้ แต่อย่างเราเองที่บางครั้งสามารถเลือกได้ ไม่จำเป็นต้องเดินทางช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ก็เลยเลี่ยง ๆ ช่วงที่การจราจรหนาแน่น
ออกจากบ้านช่วง 10 โมง ปกติถือเป็นเวลาที่การจราจรช่วงเช้าเริ่มคลี่คลาย และจะรีบจัดการทำธุระให้เสร็จก่อนงานออฟฟิศจะเลิกประมาณ 4-5 โมงเย็น และถือเป็นอันรู้กันในหมู่เพื่อนฝูงและคนใกล้ตัวว่า ถ้าไม่จำเป็นเราจะไม่เจอกันคืนวันศุกร์ โดยเฉพาะร้านอาหารที่อยู่ในเมือง
สิ่งที่พูดมาทั้งหมด เป็นเรื่องของการปรับตัวและปรับใจการอยู่ในกรุงเทพ ฯ ของเราเป็นไปได้อย่างสงบสุข เมื่อเราเลือกที่จะอยู่ที่นี่ ก็ต้องยอมรับกับสิ่งที่มันหลีกเลี่ยงไม่ได้
ให้ภาพคร่าว ๆ กับคนอ่านที่อยู่ในแอลเอว่าชีวิตของคนกรุงเทพตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งได้ข่าวว่าตอนนี้การจราจรที่โน่นก็เริ่มติดขัดไม่แพ้กัน ที่แอลเอเราว่าหนักกว่าตรงที่จะไปไหนแต่ละที่ค่อนข้างไกล ถ้ารถติดนี่โดยเฉพาะบนฟรีเวย์ 405 ก็ใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะไปถึงจุดหมาย
เมื่อคิดได้แบบนี้แล้ว ก็ให้เริ่มทำใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ ถ้าเรายังย้ายตัวเองออกไปไม่ได้จากที่ ๆ เราอยู่ เราก็ต้องยอมรับ
แค่ง่าย ๆ ทำใจยอมรับกับมันก็เท่านั้นเอง

วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554

แม่จ๋า






…ถ้าคนที่คุณรักที่สุดกำลังจะจากคุณไป
คุณจะทำอย่างไร… 
อยู่เป็นเพื่อนเค้าจนกว่าเค้าพร้อมที่จะไป… 
หรือจะขอไปก่อนเพื่อที่จะไปยืนรอรับเค้า…
แต่ถ้าเลือกได้จริง ๆ
เค้าคงเลือกที่จะไปพร้อม ๆ กัน…
สุด เพื่อนเก่า (เก่ามาก) ได้ตั้งคำถามไว้อย่างน่าคิดอย่างที่จั่วไว้บนหัวคอลัมน์อาทิตย์นี้ ว่าเราจะทำอย่างไร เมื่อคนที่เรารักที่สุดกำลังจะจากเราไป จะอยู่และรอจนกว่าเขาจะไป หรือตัวเราเองที่ไปก่อน แล้วไปยืนรอรับเขา หรือเลือกจะไปพร้อมกัน
คำตอบคือ ไม่มีใครกำหนดไม่ได้ว่า เราจะจากโลกนี้ไปวันไหน เมื่อไร หรืออย่างไร โลกหน้ามีจริงหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ อ่านมาถึงตอนนี้คนอ่านอาจอยากจะย้อนถาม แล้วเอามาถามทำไม
ถ้าอยากรู้จริง…
ต้องอ่านต่อไป…
ช่วงนี้เป็นช่วงจังหวะของชีวิต ที่คิดว่าไม่บังเอิญต้องพบเจอกับการแวะเวียนไปโรงพยาบาลบ่อยขึ้น ต้องไปงานศพถี่มากกว่างานวันเกิด ได้ยินข่าวการเจ็บป่วยไม่จากเพื่อนก็คนรู้จักพอ ๆ กับข่าวการหย่าร้างจากไม่คนใดก็คนหนึ่ง
ที่บอกว่าไม่บังเอิญเพราะว่า…
มันเป็นแค่ช่วงเวลาที่ทุกคนต้องผ่านก็เท่านั้นเอง…
อย่างวันแม่ที่ผ่านมา นอกจากจะไม่ได้พาแม่ออกไปทานข้าวอย่างที่ตั้งใจไว้ เราเองยังต้องพาแม่เปลี่ยนสถานที่ไปโรงพยาบาล ยังพูดเล่นกับแม่อยู่เลยว่า เดี๋ยวนี้ใคร ๆ เขาก็ฮิตพาแม่ไปหาหมอ เพราะฉะนั้นแม่ควรจะภูมิใจ
ปีนี้แม่อายุ 68 ปี ดูแม่หงอยและเหงาไปมาก ไม่ค่อยเข้มแข็งเหมือนผู้หญิงที่เรารู้จักมาตลอดทั้งชีวิต แว่บแรกที่คิดก็รู้สึกใจหายว่าหรือใกล้เวลาแล้ว อีกใจก็ตอบว่าไม่จริงหรอก แม่ยังอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรลูกได้อีกนาน
แต่แล้วความรู้สึกที่สองก็แว่บผ่านเข้ามาในเส้นสมองว่า แล้วเราพร้อมหรือไม่ ถ้ามันจะเกิดขึ้นวันนี้ เดี๋ยวนี้ คิดได้แค่นั้น ไม่กล้าคิดต่อ พร้อมกับบอกตัวเองว่า ทำวันนี้ให้มันดีกว่าเมื่อวานแล้วกัน อนาคตไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
คิดได้แค่นั้น ความสบายใจก็เข้ามาแทนที่…
คิดแค่อยากกอด อยากหอมแม่ตอนนั้น…
เลยวิ่งเข้าไปชาร์ทแม่เต็มที่…
ขณะที่กำลังเขียนต้นฉบับอยู่นี้ กำลังรอผลการตรวจเนื้องอกของแม่อย่างใจจดใจจ่อ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะก้าวผ่านมันไปด้วยกัน ไม่ทางกายก็ทางใจ
สุขสันต์วันธรรมดา วันที่เรายังมีคนรักและคนที่รักเราอยู่ ณ เวลานี้


วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Faith

จงมองไปข้างหน้า
เครดิตรูปจาก Arwin K.

โลกเราทุกวันนี้ติดต่อกันง่ายมากขึ้น เพื่อนและคนรู้จักที่ห่างหายกันไปตามกาลเวลา กลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันในโลกออนไลน์ ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสเท่านั้นเอง
เมื่อไม่นานมานี้มีแฟนคอลัมน์ เขียนมาถามเรื่องเกี่ยวกับการมองโลกในแง่บวก ว่าจะทำอย่างไรหรือคิดแบบไหน ในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจให้กับเรา เพราะบางทีถึงแม้เราบอกกับตัวเองเสมอว่า เราจะจะคิดแต่สิ่งที่ดี แต่บางทีสิ่งที่เข้ามามันไม่สามารถทำให้เราคิดไปแบบนั้นได้
อันนี้ตอบแบบไม่ซีเรียส, และไม่จริงจังดีกว่า
เพราะตัวเองไม่ใช่หมอลักษณ์ฟันธง (และคงจะเป็นไม่ได้) ที่จะเข้าไปฟันธงในชีวิตใครต่อใครว่าคุณต้องทำแบบนั้น หรือต้องทำแบบนี้ เพราะแม้แต่บางวันของตัวเอง มันก็มีวันที่รู้สึกแย่เหมือนกันนะ
อยากจะบอกแค่ว่า ความรู้สึกที่เราเป็นกันนั้น มันช่างแสนธรรมดาเหลือเกิน คนเราจะมีความสุขได้ตลอด 365 วันมันเป็นไปไม่ได้หรอก ในมุมกลับกัน คงไม่มีใครบ้าเป็นทุกข์อยู่ทุกขณะจิต จะสุขจะทุกข์มันคือของที่คู่กัน
เหมือนช้อนกับส้อม,
เหมือนตะเกียบที่มาเป็นคู่,
เหมือนเสื้อกับกางเกง,
หรือเหมือนปากกากับกระดาษ
การที่เรารู้สึกแย่ มันไม่ได้แย่เกินไปถึงขนาดเข้าขั้นคอขาดบาดตาย เพียงแต่วันไหนหรือคืนใดที่เรารู้สึกว่ามันไม่ไหวจริง ๆ ลองปล่อยตัวเองให้นิ่ง ให้คิดเสียว่าเรามาลองนั่งดูทุกข์กันเล่น ๆ ไหมว่ามันจะอยู่กับเราได้นานกี่ชั่วโมง, กี่วัน, หรือกี่เดือน
ถ้ามีโอกาสได้ลองทำแล้ว เราจะรู้ไม่นาทีใดก็นาทีหนึ่งว่า เออ! เป็นทุกข์ไม่เห็นสนุกที่ตรงไหน โดยธรรมชาติคนเราไม่ชอบอยู่กับอะไรที่เป็นทุกข์นาน ๆ หรอก นอกจากคนที่หาทางออกไม่เจอแล้วไปติดกับดักกับความทุกข์ก็เท่านั้นเอง
อันนี้คงจะมีหลายคนเถียง ว่าพูดนั้นง่าย แต่ทำซิยากกว่า เราเองก็ไม่เถียง เพียงแต่อยากจะบอกแค่ว่าอย่าไปรังเกียจความทุกข์มันมากนักเลย อย่างน้อยมันก็ทำให้เราเรียนรู้ในการเกิดเป็นมนุษย์
เอาเป็นว่าทุกข์บ้าง,
สุขบ้างก็แล้วกัน
หรือใครยังไม่รู้ว่าจะหาทางออกกับปัญหาตรงหน้าอย่างไร ให้คิดเสียว่าพระเจ้าได้วางแผนชีวิตให้กับเราไว้แล้ว จงเชื่อเถิดว่า พระเจ้ามีศรัทธาในตัวเรามากกว่าเรามีให้ตัวเราเองเสียอีก
ท่านใส่บททดสอบเข้ามาในชีวิตของเรา เพราะท่านเชื่อว่าเราจะผ่านมันไปได้ และไปเจอสิ่งที่ดีกว่าซึ่งพระเจ้าได้เตรียมไว้ให้เราอยู่ข้างหน้าแล้ว
จงมองไปข้างหน้า, แม้ว่าเวลานี้หัวใจยังหนักอึ้ง
ส่งกำลังใจมาให้กันในวันธรรมดา ๆ อย่างวันนี้