แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความคิด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความคิด แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เคารพ

เครดิตรูปจาก www.oknation.net

หลังจากเขียนเรื่องเกี่ยวกับการเมืองอาทิตย์ที่แล้ว ตอนนั้นมีความตั้งใจตั้งแต่วันที่ส่งต้นฉบับว่า จากวันนี้จนถึงวันเลือกตั้งเดือนหน้า จะงดเขียนและละเว้นการแสดงความคิดเห็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง ต้องยอมรับว่า เรื่องการเมืองไทยตอนนี้เป็นเรื่องกระทบกระทั่งกันง่ายดายมาก บางครั้งถึงกับโกรธกันแบบเอาเป็นเอาตาย เลิกคบกันไปเลยก็มี
เคยได้ยินจากเพื่อนคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ขึ้นรถแท๊กซี่แล้วดันเผลอไปพูดเรื่องการเมืองเข้า เธอคนนั้นโดนอัปเปหิจากรถแบบยังแสดงความคิดเห็นไม่จบด้วยซ้ำ ลองหลับตานึกดูว่า เพียงแค่สี เพียงความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันอยู่บ้าง ถึงกับทำให้เราตัดเป็นตัดตายกันเชียวหรือ
แต่ความตั้งใจเดิมได้ถูกวางลง
เรียกว่าแบบกระทันหัน
เมื่อได้ยินเรื่องราวของความขัดแย้งมันลุกลามเข้ามาใกล้ตัวเรื่อย ๆ
จนทำให้คิดไปเองว่า ทำไมเราจะไม่มีทางออกสำหรับสิ่งนี้เลยหรือ?
ขณะเดียวกันก็ถามตัวเองว่า ถ้าเราไม่เขียนในสิ่งที่เราเห็น เรามอง หรือเรารู้สึก นั่นอาจหมายความว่า เราไม่ได้ทำหน้าที่ของคนสื่อที่ดีในการสะท้อนภาพมุมมองอีกมุมหนึ่งว่า จะเป็นไปได้หรือไม่ ว่าเรายังจะอยู่ร่วมกันได้ในภาวะหลากสี
อย่าไปพูดเลยว่าใครจะมา ใครจะไป
ประเทศไทยจะมีนายกเป็นผู้หญิงคนแรกหรือไม่
ใครจะกลับเข้ามาโกงกินประเทศชาติได้อีก
อันนี้เป็นเรื่องจริงที่เราหลีกหนีไม่พ้น
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือวันนี้ และเดี๋ยวนี้
ต้นเหตุของการที่เราทะเลาะกันแบบเอาเป็นเอาตาย ตัดพี่ตัดน้อง ตัดเพื่อนตัดฝูง เพราะอะไร? เพราะว่าเราขาดความเคารพในความคิดเห็นซึ่งกันและกันใช่หรือไม่ ต้องถึงขนาดที่จะเลิกคบกันไปเลยหรือ กับคนที่มีความเห็นไม่ตรงกับเรา  
วันนี้บอกใครหลายคนว่า คุณจะเป็นเสื้อแดง เสื้อเหลือง หรือเสื้ออะไรก็แล้วแต่ เชื่อเถิดว่า มันต้องมีมุม ๆ หนึ่งที่เราสามารถยังอยู่ด้วยกันได้ เคารพในสิ่งที่คนอื่นคิด เท่า ๆ กับเคารพในสิ่งที่ตัวเองคิด เพราะไม่ว่าเราจะโกรธ จะเกลียดกันอย่างไร อย่าลืมว่าเรามีแผ่นดินไทยแผ่นดินเดียวที่เราจะต้องอยู่ด้วยกันไปจนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง
มองในมุมบวก การที่เรามีความคิดเห็นขัดแย้งกัน ศรัทธาในแต่ละคนมีไม่เท่ากัน ย่อมนำไปสู่การโต้เถียงบนพื้นฐานของความมีเหตุผล และสิ่งเหล่านี้เอง ส่วนตัวแล้วเชื่อว่า จะสอนให้เราคิดเป็น การที่เราคิดเป็นแล้วเราจะไม่โดนใครหลอกง่าย ๆ
บอกกับนักเรียนของตัวเองในห้องเล็คเชอร์อยู่เสมอว่า รากปัญหาของประเทศเราทุกวันนี้มาจากระบบการศึกษา นอกจากคนส่วนใหญ่จะได้เรียนน้อยแล้ว ในจำนวนของคนส่วนน้อยที่ได้เรียนก็ยังมีปัญหาที่ยังไม่ค่อยมีใครได้พูดถึง คือ ขบวนการทางความคิดยังไม่เป็นระบบ หรือพูดภาษาแบบชาวบ้านก็คือ คิดไม่เป็น
การคิดเป็นไม่ใช่สิ่งที่เราจะได้มาชั่วข้ามคืน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราต้องสะสมไปเรื่อย ๆ พยายามบอกให้นักเรียนฟังอยู่เสมอว่า
แสดงความเห็นออกมาเถอะในห้องเรียนน่ะ จะถูกจะผิดไม่มีใครว่า ดีเสียอีกที่อาจารย์จะได้เรียนรู้ความคิดเห็นของนักเรียนบ้าง
วันนี้เราคิดต่างเห็นต่าง ใส่เสื้อกันคนละสี อันนี้ไม่เป็นไร
แต่อย่าลืมที่จะเคารพความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
แค่นั้นเอง

วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เรื่องของสี

เครดิตรูปจาก http://www.siamsouth.com/

อาทิตย์นี้เป็นช่วงของการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาส เรียกว่าเป็น ออเดิร์ฟก่อนจะเข้าสู่เทศกาลวันหยุดยาวปีใหม่อาทิตย์หน้า ช่วงนี้ไปที่ไหนก็จะเห็นแต่สีแดงสีเขียวเต็มไปหมด เพราะคงจะเป็นภาพชินตาที่จะมีลุงซานต้าในชุดสีแดง หนวดขาว เดินเล่นไปมาให้เด็ก ๆ ได้ถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน
เรื่องของ สีเป็นเรื่องที่แปลก และไม่รู้ใครเป็นคนบอกว่า เทศกาลนี้ต้องคุมโทนสีแดงเป็นหลัก อาจมีสีเขียวแหล่ม ๆ ออกมาประปราย พอให้ตัดกันได้แบบเข้ากั๊นเข้ากัน อย่างกับข้าวเหนียวต้องคู่กับส้มตำอย่างไรอย่างนั้น
ลองมองดูรอบ ๆ ตัวก็เห็นจะจริงว่าชีวิตเราแวดล้อมไปด้วยสี บางอย่างกลายเป็นวัฒนธรรมของสังคมไปโดยเราไม่รู้ตัว อย่างไปงานแต่งงานจะคุมโทนดำอย่างเดียว เจ้าภาพเขาอาจจะนึกด่าบุพการีเราอยู่ในใจ แม้ว่าในวงการแฟชั่นเดี๋ยวนี้ สีดำกลายเป็นสีโปรดของบรรดาดีไซน์เนอร์ทั้งหลาย บางทีเราก็อาจจะต้องหาโบว์หาเน็คไทสีฉูดฉาดมาประดับบ้างก็ตามทีเถอะ
หรือไปงานศพ จะล่อใส่สีแดงก็เลยก็อาจจะดูผิดกาละเทศะไปสักหน่อย อาจจะโดนค้อนแบบหางตา แล้วก็เลยไปถึงบุพการีเรา (อีกครั้ง) ไปอย่างช่วยไม่ได้
โปรดสังเกตว่าบุพการีของเราโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง
เรามาว่าด้วยเรื่องของสีกันต่อ
นอกงานบรรดาเหล่างานที่ต้องมีสีมาเป็นตัวกำหนดแล้ว ลองสังเกตดูรอบตัวก็มีสีเข้ามาวุ่นวายกับชีวิตเราพอสมควร ลองหลับตานึกภาพเซเว่น อีเล่เว่นปั๊บแล้วเราก็จะเห็นสีแดงกับสีเขียวลอยเข้ามาในหัวของเราทันที ประกอบกับมีเสียงติ๊งต๊องต้อนรับเราทันทีเมื่อประตูบานเลื่อนหน้าร้านค่อย ๆ เปิดออก
ลองนึกถึงร้านสุกี้เอ็มเค ก็มี 2 สีที่ว่านี้ลอยเข้ามาในหัวสมองของเราเหมือนกัน
เออ เพิ่งสังเกตเหมือนกันว่า สีเขียวและสีแดงเป็นสีที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง แต่หนักไปทาง positive feeling มากกว่าว่าไหม
เขาว่ากันว่าสีกำหนดอารมณ์เราได้
ลองนึกถึงตอนที่เราเปิดตู้เสื้อผ้า วันไหนถ้าอารมณ์ดี ๆ ชิลล์ ๆ ก็อยากจะใส่สีสดใส วันไหนอารมณ์ บ่ จอยก็อาจจะเลือกโทนสีเข้ม ๆ แต่เรื่องรสนิยมของสีในการเลือกเสื้อผ้าของแต่ละคนอาจจะไม่ตายตัว เพราะเพิ่งเปิดดูตู้เสื้อผ้าตัวเองไม่กี่วันที่ผ่านมา มากกว่าครึ่งหนึ่งในตู้เสื้อผ้า หนักออกไปทางโทนขาว ดำ และเทา
นอกจากสีที่มีอิทธิพลกับชีวิตประจำวันเราแล้ว เรายังใช้ สีบ่งบอกความเชื่อและจุดยืนของเราแบบทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว ลองนึกไปถึงประเทศไทยของเราเมื่อไม่กี่ปีมานี้ มี สีเกิดขึ้นมามากมาย เป็นสีที่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกกันอย่างชัดเจน บางอย่างที่ชัดเจนกันมากเกินไป ก็นำไปสู่การต่อสู้เพื่อชัยชนะอะไรบางอย่าง ซึ่งบางครั้งคนที่ใส่เสื้อสีนั้นอาจจะยังไม่เข้าใจก็ได้ว่า เราจะแบ่งสีกันไปทำไม
สีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน สีชมพู สีขาว และ ฯ ล ฯ
ก็ว่ากันไปตามเรื่องของสี คุยกันแบบสัพเพเหระตามสไตล์ ช่วงนี้ที่เมืองไทย คนเริ่มทำงานน้อยลง เริ่มเกงานลางานกันบ้างเล็กน้อย เพราะช่วงเวลาแบบนี้ หลายคนก็อยากจะสนุกสนานกันให้เต็มที่ เพราะหนึ่งปีก็มีเพียงแค่หนึ่งครั้งที่เราจะได้ปลดภาระหน้าที่วางลงไว้ชั่วคราว แล้วค่อยกลับมาลุยกันใหม่ต้นปีหน้า
จะชอบสีอะไร จะใส่สีอะไร เชื่อในสีอะไร คงไม่มีใครไปบังคับใครได้ ขอเพียงแต่ให้ทุกสีมีความสุขตามที่ตัวเองอยากจะเป็น และอย่าลืมให้โอกาสสีอื่นได้ยืนอยู่ข้าง ๆ เราบ้าง
อย่างน้อยเราก็จะได้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

กระจก


ถึงเวลาส่องกระจก

คุณส่องกระจกตัวเองครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?
อยู่ดี ๆ ก็มีคำถามนี้ก็โผล่ขึ้นมากลางสมอง
เวลาตื่นนอนขึ้นมา เชื่อว่าทุกคนนอกจากจะต้องอาบน้ำ แปรงฟัน ล้างหน้า ทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำแล้ว ก็ยังคงต้องส่องกระจกตรวจตราความเรียบร้อยก่อนออกจากบ้าน การส่องกระจกตัวเองกลายเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
แต่การส่องกระจก นอกจากจะเห็นตา จมูก ปาก และใบหน้าของตัวเองแล้ว ถ้ามองให้ลึกลงไปกว่านั้น เรามองเห็นอะไรเข้าไปนอกจากรูปลักษณ์ภายนอกกันบ้างรึเปล่า?
การส่องกระจกเข้าไปภายในใจเราเองบ้าง อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เราได้อยู่กับตัวเอง และตั้งคำถามกับตัวเองว่าอะไรเกิดขึ้นบ้าง และจะเดินอย่างไรต่อ บางทีที่เราวุ่นวายกับชีวิตประจำวันจนดิ้นไม่หลุด จนบางครั้งอาจจะทำให้เราลืมสิ่งที่เราคิด หรือสิ่งที่เราตั้งใจจะทำไปได้ง่าย ๆ
ถ้าเป็นนักข่าว อาจจะต้องบอกว่าประเด็นของเรื่องมันหายไป
ถ้าเป็นช่างภาพ อาจจะเป็นเรื่องของการลืมปรับโฟกัส
ถ้าเป็นนักธุรกิจ อาจจะเป็นเรื่องราวของคนลืมเขียนแผนการตลาดไว้ล่วงหน้า
ถ้าเป็นคนทำงานรับจ้างกินเงินเดือน อาจจะเป็นเรื่องของการลืมคิดการก้าวไปข้างหน้าทางด้านอาชีพการงาน
ถ้าเป็นและถ้าเป็น ฯ ล ฯ
เราเป็นคนชอบส่องกระจกมองตัวเอง ส่วนหนี่งเป็นเพราะว่าเป็นคนที่ไม่ค่อยมีโฟกัสในชีวิต วิธีการช่วยจำและช่วยย้ำคิดย้ำทำของตัวเองก็คือ การมีสมุดโน้ตอยู่ข้างตัว เห็นอะไร ชอบอะไร คิดอะไรได้ต้องรีบเขียนลงไป
ไม่อยากเห็นบางอย่างแล้วผ่านเลยไป ซึ่งบางทีมันอาจจะไม่ได้หมุนวนกลับมาหาเราอีกก็เป็นได้
อย่าไปคิดให้มันซับซ้อน
เอาง่าย ๆ ตอนที่ไปเดินซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต ก่อนออกจากบ้าน มีของอยู่ในสมองเพียบว่าจะต้องซื้อเข้ามา แต่ทุกครั้งที่ไปโดยไม่มีกระดาษโน้ตจดของที่จะซื้อ กลับกลายเป็นว่าของที่ต้องซื้อไม่ได้ซื้อ ไอ้ของที่ไม่ได้อยากซื้อกลับซื้อมาวางอยู่ในบ้านเต็มไปหมด
กลับมาว่าเรื่องกระจกกันต่อ จริง ๆ แล้วการส่องกระจกเป็นนัยสำคัญของตัวเองมาตั้งแต่เริ่มต้นเป็นนักข่าวมือใหม่หัดขับ ในแง่ของคนข่าว กระจกเปรียบเสมือนกับสิ่งที่สะท้อนความจริง ในแง่ของคนใช้ชีวิต กระจกน่าจะช่วยให้เราทำความเข้าใจกับอะไรที่อยู่ข้างในใจเราเอง
หลังอ่านบทความนี้เสร็จ มาลองดูกันไหมว่า สมมุติตัวเองว่าเดินเข้าห้องหน้า แล้วยืนอยู่หน้ากระจก ลองมองเข้าไปลึก ๆ จากดวงตาพุ่งทะลุตรงเข้าสู่สมองของเรา ดูสิว่าเราเห็นอะไรกันบ้าง คุณอาจจะประหลาดใจที่เราอาจจะพบเรื่องราวมากมายระหว่างตัวคุณเองกับกระจกบานนั้น
ฝากข่าวถึงแฟนคอลัมน์ที่แอลเอว่า ปีนี้คงไม่ได้อยู่เขียนบทความต้อนรับปีใหม่จากที่นั่น แต่รับรองว่าน่ามีเรื่องราวสนุก ๆ เขียนกันแบบสด ๆ ส่งตรงจากแบ็งค็อกของเรา ขอให้เอ็นจอยสนุกสนานกับชีวิตไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนของโลก