วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เคารพ

เครดิตรูปจาก www.oknation.net

หลังจากเขียนเรื่องเกี่ยวกับการเมืองอาทิตย์ที่แล้ว ตอนนั้นมีความตั้งใจตั้งแต่วันที่ส่งต้นฉบับว่า จากวันนี้จนถึงวันเลือกตั้งเดือนหน้า จะงดเขียนและละเว้นการแสดงความคิดเห็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง ต้องยอมรับว่า เรื่องการเมืองไทยตอนนี้เป็นเรื่องกระทบกระทั่งกันง่ายดายมาก บางครั้งถึงกับโกรธกันแบบเอาเป็นเอาตาย เลิกคบกันไปเลยก็มี
เคยได้ยินจากเพื่อนคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ขึ้นรถแท๊กซี่แล้วดันเผลอไปพูดเรื่องการเมืองเข้า เธอคนนั้นโดนอัปเปหิจากรถแบบยังแสดงความคิดเห็นไม่จบด้วยซ้ำ ลองหลับตานึกดูว่า เพียงแค่สี เพียงความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันอยู่บ้าง ถึงกับทำให้เราตัดเป็นตัดตายกันเชียวหรือ
แต่ความตั้งใจเดิมได้ถูกวางลง…
เรียกว่าแบบกระทันหัน…
เมื่อได้ยินเรื่องราวของความขัดแย้งมันลุกลามเข้ามาใกล้ตัวเรื่อย ๆ…
จนทำให้คิดไปเองว่า ทำไมเราจะไม่มีทางออกสำหรับสิ่งนี้เลยหรือ?
ขณะเดียวกันก็ถามตัวเองว่า ถ้าเราไม่เขียนในสิ่งที่เราเห็น เรามอง หรือเรารู้สึก นั่นอาจหมายความว่า เราไม่ได้ทำหน้าที่ของคนสื่อที่ดีในการสะท้อนภาพมุมมองอีกมุมหนึ่งว่า จะเป็นไปได้หรือไม่ ว่าเรายังจะอยู่ร่วมกันได้ในภาวะหลากสี
อย่าไปพูดเลยว่าใครจะมา ใครจะไป…
ประเทศไทยจะมีนายกเป็นผู้หญิงคนแรกหรือไม่…
ใครจะกลับเข้ามาโกงกินประเทศชาติได้อีก…
อันนี้เป็นเรื่องจริงที่เราหลีกหนีไม่พ้น…
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือวันนี้ และเดี๋ยวนี้…
ต้นเหตุของการที่เราทะเลาะกันแบบเอาเป็นเอาตาย ตัดพี่ตัดน้อง ตัดเพื่อนตัดฝูง เพราะอะไร? เพราะว่าเราขาดความเคารพในความคิดเห็นซึ่งกันและกันใช่หรือไม่ ต้องถึงขนาดที่จะเลิกคบกันไปเลยหรือ กับคนที่มีความเห็นไม่ตรงกับเรา  
วันนี้บอกใครหลายคนว่า คุณจะเป็นเสื้อแดง เสื้อเหลือง หรือเสื้ออะไรก็แล้วแต่ เชื่อเถิดว่า มันต้องมีมุม ๆ หนึ่งที่เราสามารถยังอยู่ด้วยกันได้ เคารพในสิ่งที่คนอื่นคิด เท่า ๆ กับเคารพในสิ่งที่ตัวเองคิด เพราะไม่ว่าเราจะโกรธ จะเกลียดกันอย่างไร อย่าลืมว่าเรามีแผ่นดินไทยแผ่นดินเดียวที่เราจะต้องอยู่ด้วยกันไปจนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง
มองในมุมบวก การที่เรามีความคิดเห็นขัดแย้งกัน ศรัทธาในแต่ละคนมีไม่เท่ากัน ย่อมนำไปสู่การโต้เถียงบนพื้นฐานของความมีเหตุผล และสิ่งเหล่านี้เอง ส่วนตัวแล้วเชื่อว่า จะสอนให้เราคิดเป็น การที่เราคิดเป็นแล้วเราจะไม่โดนใครหลอกง่าย ๆ
บอกกับนักเรียนของตัวเองในห้องเล็คเชอร์อยู่เสมอว่า รากปัญหาของประเทศเราทุกวันนี้มาจากระบบการศึกษา นอกจากคนส่วนใหญ่จะได้เรียนน้อยแล้ว ในจำนวนของคนส่วนน้อยที่ได้เรียนก็ยังมีปัญหาที่ยังไม่ค่อยมีใครได้พูดถึง คือ ขบวนการทางความคิดยังไม่เป็นระบบ หรือพูดภาษาแบบชาวบ้านก็คือ “คิดไม่เป็น”
การคิดเป็นไม่ใช่สิ่งที่เราจะได้มาชั่วข้ามคืน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราต้องสะสมไปเรื่อย ๆ พยายามบอกให้นักเรียนฟังอยู่เสมอว่า
“แสดงความเห็นออกมาเถอะในห้องเรียนน่ะ จะถูกจะผิดไม่มีใครว่า ดีเสียอีกที่อาจารย์จะได้เรียนรู้ความคิดเห็นของนักเรียนบ้าง”
วันนี้เราคิดต่างเห็นต่าง ใส่เสื้อกันคนละสี อันนี้ไม่เป็นไร…
แต่อย่าลืมที่จะเคารพความคิดเห็นซึ่งกันและกัน…
แค่นั้นเอง

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ขายฝัน

เครดิตรูปจาก http://www.learners.in.th/

ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาของการเร่ขายฝันของนักการเมืองไทย จะเรียกว่าเป็นช่วง prime time แบบโฆษณาทางทีวีก็คงไม่ผิดนัก แต่ฝันของพวกเขาจะขายได้หรือไม่ อันนี้คงต้องรอจนถึงวันเลือกตั้ง ใครจะมาใครจะไป ใครจะได้ใครจะเสีย ใครจะไปถึงฝั่งหรือตกม้าตายเสียก่อน วันนั้นคงเป็นอันรู้กัน
เมื่อถึงฤดูเลือกตั้ง เรื่องการขายความฝัน เป็นเรื่องปกติธรรมดาของนักการเมืองบ้านเรา สัญญาหลายอย่างเกิดขึ้นระหว่างที่เรากำลังตัดสินใจจะเลือกใครเข้าไปนั่งในสภา แต่สัญญาหลายครั้งเป็นเหมือนแค่ลมปากเป่า ผ่านมาแล้วผ่านเลยไป
คนเราอะไรมันช่างลืมง่ายขนาดนี้…
เพราะความที่ไม่เชื่อใครง่าย คำมั่นสัญญาหลายของนักการเมืองผ่านทางสื่อหลาย ๆ ช่องทาง ทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า จะมาช่วยพัฒนาชาติบ้านเมืองกันอย่างไรหรือแบบไหน เพราะแม้แต่สิ่งเล็ก ๆ เขายังทำไม่ได้ดี แล้วจะมาทำสิ่งใหญ่ ๆ ให้คนหมู่มากได้อย่างไร
คิดเอาแบบง่าย ๆ เขาหลายคนขายฝันว่า ถ้าเขาถูกเลือกเข้าไปนั่งในสภา เขาจะพัฒนาบ้านเมือง กระจายรายได้ไปสู่ชนบท ให้เด็กนักเรียนทุกคนมีแล็บท็อปใช้ ให้ทุกคนมีที่ดินทำกินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และ ฯ ล ฯ คำถามคือว่า มันจะเป็นไปได้หรือ เพราะแม้แต่สมาชิกในครอบครัวของเขาเองยังสร้างความวุ่นวายปวดหัวไม่พ้นแต่ละวัน
คนเราจะอาสาตัวเองออกไปรับใช้สังคมและบ้านเมือง แต่เรื่องของตัวเองยังเอาไม่รอด คิดตามหลักตรรกะ ก็ต้องถามแบบชาวบ้านว่า มันจะเป็นไปได้อย่างไร (ฟร่ะ)
เหมือนกับว่าเราอยากจะออกไปช่วยโลก แต่แม่แค่ขอให้เราอยู่บ้าน ทำความสะอาดบ้าน อยู่เป็นเพื่อนแม่บ้าง เรายังทำไม่ได้เลย แค่สิ่งเล็ก ๆ เรายังทำไม่ได้ ก็อย่าไปหวังที่จะไปทำอะไรที่มันใหญ่เกินตัว
เริ่มต้นกับสิ่งเล็ก ๆ กันก่อนดีไหม…
ค่อย ๆ ก้าวไปทีละขึ้น สร้างรากฐานให้มันมั่นคงก่อน เวลาเดินขึ้นไปบนยอดสูง ๆ จะได้ไม่ต้องกลัวว่าฐานมันจะพัง เริ่มต้นจากที่ฝรั่งเรียกกันว่า baby step ค่อย ๆ ก้าวทีละนิด ทำตามกำลังที่ตัวเองมี เมื่อวันที่เราพร้อมแล้วค่อยก้าวออกไปสู่โลกกว้าง เมื่อนั้นเราจะเข้าใจถึงคำว่า การออกไปช่วยเหลือคนอื่นอย่างมีความสุขที่สุดเป็นอย่างไร
การมีความฝันเป็นสิ่งที่ดี…
เพราะความฝันจุดประกายให้เรามีความมุ่งมั่นที่จะก้าวเดินไป…
แต่การเร่ขายฝัน น่าจะเริ่มจากการที่เราได้ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดก่อน ก่อนที่จะก้าวออกไปทำอะไรให้กับสังคมที่ใหญ่ขึ้น…
สถาบันครอบครัวเป็นสถาบันที่สำคัญ เริ่มต้นจากการดูแลคนใกล้ ๆ เราให้ดีที่สุดก่อน แล้วค่อยก้าวออกไปนอกบ้านเพื่อช่วยเหลือสังคมที่ใหญ่ขึ้น
และการจะซื้อความฝันของใครสักคน ให้คิดให้ดีให้ถี่ถ้วน ว่าวันนี้เขาพูดไปแล้ววันหน้าเขาจะทำได้ไหม ที่เขียนแบบนี้ไม่ได้มีความมุ่งหมายที่จะชี้นำให้ใครตัดสินอะไรใคร เอาความจริงเอาเหตุผลมาคิดก่อน เรายังมีเวลาอีกเกือบหนึ่งเดือนเต็ม ๆ และไม่ว่าคนไทยเราจะอยู่ที่ไหน อย่าลืมว่าเรามีหน้าที่สำคัญที่ต้องออกไปเลือกตั้งต้นเดือนหน้า
แค่จำไว้อย่างเดียว “โนโหวต” ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา…
วันนี้บ้านเมืองต้องการพลัง เมื่อถึงเวลาแสดงพลัง เราต้องออกไปแสดงสิ่งที่เราเชื่อสิ่งที่เราคิดผ่านการกากบาทเลือกตั้งในคูหา
ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ๆ ของโลก…

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

โอกาส

เครดิตรูปจาก http://www.lightstalkers.org/

คืนนั้นเรานัดแนะกันเป็นดิบดี ว่าจะต้องกลับไปประลองฝีมือความแม่นที่โต๊ะพูลกันเสียหน่อย หลังจากห่างหายจากกิจกรรมโปรดมาเป็นเวลาหลายเดือน และคืนนั้นก่อนออกจากบ้านเราไม่รู้เลยว่า ร้านอาหารร้านที่เราคุ้นเคยร้านนั้น เราจะต้องไปเจอกับใครหรืออะไร
ชีวิตบางครั้งก็เป็นเรื่องที่เราคาดไม่ถึง…
แต่ทุกครั้งที่เราใส่รองเท้าเดินออกจากบ้าน…
มันมักจะมีเรื่องให้เราได้เรียนรู้อยู่เสมอ…
และครั้งนี้ก็เช่นกัน…
อย่าเพิ่งด่วนตกใจไป ไม่ได้มีอะไรถึงขั้นคอขาดบาดตาย ไม่ได้มีการเมาแล้วแซวกัน จนเลยไปเถิดประลองความแม่นอะไร แต่มันเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่บังเอิญผ่านเข้ามาให้เราได้เห็นและรู้สึกว่า ชีวิตเรานี้ช่างโชคดีกระไร อยากได้อะไรก็ได้ อยากจะทำอะไรก็ได้ทำ ไม่เหมือนอีกหลายชีวิตที่ดูเหมือนจะไม่มีที่ว่างให้เขาได้เหยียบบนแผ่นดินอย่างเต็มภาคภูมิ
คืนนั้นเรากำลังสนุกสนานกับการเริ่มต้นเกมส์ จะว่าไปก็ยังเช้าอยู่มาก สำหรับเวลาของคนที่ไปเที่ยวผับเที่ยวบาร์ สั่งอาหารมากินกันสองสามอย่าง ให้มันวางบนโต๊ะแบบไม่ให้น่าเกียจ คนที่มาเที่ยวยังบางตาอยู่มากในช่วงหัวค่ำอย่างคืนนี้
แต่นักเที่ยวเริ่มเข้ามาหนาแน่นขึ้นอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เมื่อฝนเริ่มโปรยปรายลงมาทักทายคนนอนดึกอย่างเรา และดูเหมือนจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ และไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
เกมส์แรกของเราผ่านไปด้วยดี การเล่นพูลต้องมีมารยาทกันนิดนึง ตรงที่เราสามารถเล่นได้ 2-3 เกมส์ แต่จะเล่นต่อหลังจากนั้นไปเรื่อย ๆ ก็ไม่มีใครว่า ถ้าไม่มีโต๊ะอื่นมาเข้าคิวรออยู่ มันเป็นมารยาทเล็ก ๆ น้อย ๆ ในสังคมที่ต้องแบ่งกันเล่นเท่านั้นเอง
เราหยุดเกมส์หลังจากเกมส์ที่  2 แต่เมื่อเริ่มนั่งโต๊ะได้ไม่นาน ก็มีผู้ชายคนหนึ่ง อายุประมาณ 50 ปี เขากลายเป็นจุดเด่นของร้านไปทันที ทุกสายตาเพ่งมองไปที่เขา นอกจากที่เขาจะแต่งตัวซอมซ่อแล้ว ที่โดดเด่นที่สุดก็คือ เขาไม่มีมือทั้งสองข้าง เราแอบจ้องสายตาของคนอื่นทันที ว่ามีปฏิกิริยาอย่างไร เมื่อชายคนนั้นยกมือไหว้เพื่อขอรับบริจาค
ความรู้สึกที่อบอวลอยู่ในร้าน มันแรงจนทำให้เราจับความรู้สึกได้ว่า เขามองผู้ชายคนนั้นเหมือนตัวประหลาด ถ้าพูดให้หนักไปกว่านั้น หลายคนมองด้วยสายตาขยะแขยง
เรารู้ว่าผู้ชายคนนั้นคงรู้สึกได้…
อย่าว่าแต่เขาจะรู้สึกเลย…
 เราเองขนาดไม่ใช่เป็นเขา…
ยังรู้สึกถึงรังสีที่แผ่ออกมาได้…
จะรอช้าอยู่ไย เรื่องราวชีวิตจริงกำลังตีแผ่อยู่ตรงหน้า เราสองคนเรียกเขาเข้ามาคุยว่าอยากได้อะไร วินาทีนั้นจะเป็นเงินหรืออาหาร เราพร้อมที่จะให้ อารมณ์ ณ เวลานั้นมันรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ นะ ไม่ได้เขียนเสแสร้งเพื่อให้ตัวเองดูดีขึ้นมาในสายตาคนอ่าน
“ผมแค่อยากขึ้นไปร้องเพลง”
“แล้วใครจะบริจาคเท่าไหร่ผมยินดี”
“ผมขอแค่โอกาสให้ได้ขึ้นไปยืนร้องเพลงบนนั้น”
เขาคงหมายถึงเวทีเล็ก ๆ หน้าร้าน ที่นักร้องวัยรุ่นกำลังโซโล่เพลงอย่างเมามันส์
อืม! ก็อย่างที่เกริ่นไว้ตั้งแต่ตอนแรก ความใจกว้างที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ชายคนนี้ได้เหยียบบนผืนดินที่เขาเกิด มันแทบไม่มีเลย นอกจากเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราสามารถจะเจียดให้เขาได้ ก็ไม่ได้ช่วยให้ความฝันของเขาเป็นจริงได้เลย
ที่ ๆ ให้ได้ก็คือกำลังใจแค่ว่า “พี่ ๆ ยังมีร้านอื่นแถว ๆ นี้อยู่เยอะแยะ พี่ลองดูนะ”
พูดไปทั้งที่รู้ว่า ความฝันของผู้ชายคนนี้มันริบหรี่ลดน้อยลงทุกที ๆ ว่าแล้วอยากจะเปิดร้านอาหารของตัวเอง ให้พี่คนนี้มา live concert ดูสักคืน
เมื่อนั้นบทเพลงที่จะถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต คงจะได้ออกมาตีแผ่และเต้นเร่าอยู่ตรงหน้า

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ฝนตก

เครดิตรูปจาก www.howdythaihotel.blogspot.com

ตั้งแต่กลับมากรุงเทพฯ ได้อาทิตย์กว่า ฝนฟ้าตกแบบหลงฤดูเกือบจะวันเว้นวัน ตกมาแต่ละทีแรงจนทำให้กรุงเทพกลายเป็นคลองแทบในพริบตา นอกจากน้ำท่วมแล้ว ฝนตกรถติดแทบจะเป็นของตัดกันไม่ขาด
จะว่าไปคนกรุงเทพฯ กลัวฝนก็คงไม่ผิดนัก…
เมื่อเย็นวันนี้ที่กำลังนั่งเขียนต้นฉบับอยู่นี่ เจ้าฝนก็เทลงมาเหมือนกับนัดหมายคนเมืองเอาไว้ คือชอบตกเวลาเลิกงานเป๊ะ ๆ แต่มานั่งทบทวนความทรงจำ จริง ๆ แล้วถึงแม้เราจะเกิดและอาศัยอยู่ในเมืองมาตั้งแต่เกิด จำได้ว่าความรู้สึกสนุกเกิดขึ้นทุกครั้งเวลาท้องฟ้าคำรามฮึ่ม ๆ มาแต่ไกล
จนพาลทำให้นึกไปว่า นี่เราเล่นน้ำฝนครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่…
ยังจำความรู้สึกเมื่อตอนเป็นเด็กได้ดี ตอนที่เป็นนักกีฬาบาสเกตบอลของโรงเรียน แล้วต้องเก็บตัวอยู่ที่นั่น ทุกครั้งเวลาที่ฝนตกจะเป็นข่วงเวลาสุขสดชื่นที่สุด เหมือนหัวใจมันโบยบินออกไปไกล รู้สึกได้ถึงความอิสระเสรีสุด ๆ เพราะการอยู่โรงเรียนในช่วงฝนตกนั้น หมายความว่าเราจะเล่นน้ำฝนได้อย่างสมใจแบบไม่ต้องมีใครมาห้าม
จะเล่นนานเท่าไหร่ก็ได้จนกว่ามาเซอร์จะมาเห็น…
เมื่อนั้นความสุขเป็นอันจบสิ้น…
แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าอยู่บ้าน เพราะนอกจากจะได้เล่นกับเพื่อนแล้ว เรายังได้เพลิดเพลินกับน้ำท่วม เพราะด้วยความที่โรงเรียนอยู่ติดเชิงสะพานซังฮี้ เมื่อฝนตกหนักจนไม่มีที่ระบาย น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาก็ไหลเข้ามาท่วมโรงเรียน  
เมื่อนั้นนับว่าเป็นเวลาที่เรามีความสุขที่สุด…
แล้วครั้งสุดท้ายเราเล่นน้ำฝนกันเมื่อไหร่…
จำได้ว่านานมาก นานจนแทบจำไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ แล้วทำไมอยู่ดี ๆ ก็รังเกียจน้ำฝนขึ้นมาซะอย่างงั้น หรือความเป็นเด็กมันหายไปนับตั้งแต่ที่เราออกจากโรงเรียน
นอกจากเมื่อโตขึ้นจะไม่ยอมเล่นน้ำฝนแล้ว ช่วงย่างเข้าวัยรุ่นยังจำได้ว่าน้ำฝนมักจะมาพร้อมกับอารมณ์เพ้อ ๆ ฝัน ๆ เหงา ๆ อย่างไรพิกล อารมณ์แบบนี้ไม่รู้มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ตอนนั้นได้แต่บอกกับเพื่อนว่า ชอบนั่งมองฝนตก รู้สึกว่ามันได้อารมณ์เหงาดี
ผ่านร้อนผ่านหนาวจนมาถึงเมื่ออายุถึงคราวย่างเข้าเลขสี่ ไม่รู้จะเป็นเพราะอิสรภาพที่ใครขีดเอาไว้ ความคิด อารมณ์ น้ำฝน ความสุข ความสนุก ความเหงา มันมารวมตัวกันได้อย่างไร
และเมื่อน้ำฝนก็ยังคงทำหน้าที่ตามธรรมชาติของมัน…
เราก็ยังคงต้องทำตามหน้าที่ของตัวเองไปเรื่อย ๆ…
ว่าแล้วตั้งหน้าตั้งตารอฝนตกครั้งต่อไปดีกว่า จะลองออกไปเล่นน้ำฝนดูอีกที เผื่อความรู้สึกสนุก ๆ และอิสรภาพที่คงกำลังเดินหลงทางที่ไหนสักแห่งจะกลับคืนมาสู่ตัวเราอีกสักครั้ง

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

การรอคอย

เครดิตรูปจาก www.junjaowka.com

ชีวิตคนเมืองมักจะเร่งรีบไปเสียทุกอย่าง เร่งรีบจนบางครั้งเราลืมมองสิ่งที่สวยงามที่เกิดขึ้นไปอย่างน่าเสียดาย เคยเห็นคนที่เร่งรีบการใช้ชีวิตมาก ๆ จนบางทีอยากจะสะกิดถามเขาว่า ชีวิตนี้มีความสุขดีอยู่หรือ? กับการเร่งรีบแบบนี้
คำตอบคือ คงไม่…
แต่เขาอาจจะเลือกไม่ได้ก็ได้ เพราะถ้าไม่เร่งรีบก็อาจจะหมายความถึงไม่มีงาน ไม่มีเงิน ไม่มีกิน แม้ชีวิตทั้งชีวิตพยายามจะบอกใครต่อใครว่า เงินไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต แต่ก็อดมองอีกมุมไม่ได้ว่า เงินก็มีความจำเป็นในชีวิตเราบ้าง แต่เราต้องรู้จักใช้มันให้เป็นมากกว่าให้เงินมาใช้เรา
เขียนมาถึงบรรทัดนี้ แอบได้ยินเสียงแม่บ่นลอยมาตามลมว่า…
“แกไม่เคยลำบาก ไม่รู้หรอก ว่าไม่มีเงินนี่มันเป็นยังไง”
อันนี้อาจจะจริง ถึงแม้ครอบครัวเราจะไม่ใช่ครอบครัวที่ร่ำรวยเงินทอง แต่ก็ไม่ได้ลำบากขัดสนอะไรสักอย่าง คืออยากได้อะไรก็ได้ ของบางอย่าง แพงหน่อย อาจต้องรอเวลาในการที่จะได้มา แต่สุดท้ายแม่กับป๊าก็จะหามาให้เสียทุกครั้งไป
จำได้ว่าตอนวัยรุ่น อยากได้รองเท้าแตะยี่ห้อสกอลล์ ต้องใช้ปากกายี่ห้อร๊อตติ้ง เสื้อยืดแตงโม กระเป๋านักเรียนต้องจาค็อบ และ ฯ ล ฯ สิ่งเหล่านี้ขอแม่แล้วไม่เคยได้ เพราะแม่บอกว่าฟุ่มเฟือย แต่ถ้าอยากได้จริง ๆ ต้องเข้าทางป๊า ขออะไรเป็นได้หมดทุกอย่าง
เพียงแต่อาจจะไม่ได้ทั้งหมดภายในครั้งเดียว
การรอเป็นการฝึกฝนของเราอีกแบบ และเพราะการรู้จักการรอตั้งแต่เด็ก ทำให้เราไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไรมาก เมื่อเพื่อนมีของอะไรสักอย่าง แต่เรายังไม่มีหรือยังมีไม่ได้ ก็ไม่เคยรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเลยสักครั้ง
ต้องขอบคุณคำสอนที่แม่มีให้กับเรามาเสมอว่า ให้ใช้เงินให้เป็น กินหรูบ้าง นอนแพงบ้าง แต่วันไหนใช้เงินมากแล้ว พรุ่งนี้ต้องใช้ให้น้อยลง
ชีวิตที่รู้จักการรอ ทำให้เราเคยชินกับการใช้ชีวิตแบบไม่เร่งรีบ ชอบที่จะใช้ชีวิตในบ้านมากกว่านอกบ้าน ความสุขไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล เพราะมันเริ่มต้นจากที่บ้าน การที่ใช้ชีวิตแบบนี้จะว่าไปมันก็ดีสำหรับคุณภาพชีวิตของเราเอง แต่บางครั้งแม่ชอบบ่นว่าเราเดินช้าไป
เดินช้า…
คิดช้า…
ช้าจนบางทีออกไปนอกบ้านทีไร ไม่ค่อยเข้าใจกับการเร่งรีบของผู้คน แล้วจะรู้สึกรำคาญใจเสียทุกครั้งเวลาได้ยินเสียงแตรรถยนต์ ซึ่งมันดังไปสั่นประสาทแก้วหูของเราไปเสียทุกครั้ง พร้อมจะบ่นพึมพำกับตัวเองว่า “มันจะรีบไปไหน (หว่ะ)”
บ่นมาถึงตรงนี้ เสียงแม่เหมือนจะลอยตามลมมาอีกครั้งว่า “ไอ้เราก็เดินช้าเกิ๊น เดินให้มันไวหน่อย เดี๋ยวแม่ก็ไม่อยู่แล้ว”
เอาน่าแม่! จะเดินช้าก็เดินช้าแบบมั่นคง พร้อม ๆ กับไอ้ตัวความสุขก็เดินไปข้าง ๆ กับเรา สุขแบบนี้ใครจะเอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม!

วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เติมคำในช่องว่าง

เครดิตรูปจาก www.psychologythailand.com

ทุกบททุกช่วงของชีวิต มักจะมาคู่กับบททดสอบ…
ในวัยเด็กที่เรายังอยู่โรงเรียน จำได้ว่าฤดูสอบทุกครั้ง ชีวิตการเรียนมักจะเต็มไปด้วยข้อเลือก หรือภาษาทางการที่เราคุ้นหูกันดีคือข้อสอบปรนัย หรือที่ฝรั่งเรียกว่า “มัลติเพิลชอยส์”
บางครั้งบางคราวก็อาจจะต้องทำข้อสอบที่เป็นอัตนัยบ้าง เติมคำในช่องว่างบ้าง หรือที่เรารู้จักกันดีว่า ข้อสอบอัตนัย เป็นข้อสอบที่ฝรั่งเรียกว่าข้อเขียน
เมื่อโตขึ้นเข้ามหาวิทยาลัย เริ่มคุ้นเคยกับข้อสอบแบบข้อเขียน ที่ต้องเขียนกันเป็นเล่ม ๆ เรียกว่าเอาความรู้ทั้งหมดที่เรามี ออกมาเรียงความให้อาจารย์อ่าน และต้องพยายามเขียนให้โน้มน้าวใจของอาจารย์คนนั้น ๆ ว่าเรามีความรู้ในการตอบคำถามข้อนั้นจริง
การทำข้อสอบข้อเขียนแบบนี้ ยากอยู่เหมือนกันในการตอบ เพราะเราต้องเดาใจอาจารย์ตรวจข้อสอบให้ได้ว่า คำตอบแบบไหนถึงจะถูกใจเขาหรือเธอ อันนี้พูดยากในการที่นักเรียนหนึ่งคนจะได้เกรด เอ, บี, ซี, ดีหรือเอฟ
ขึ้นอยู่กับดุลพินิจส่วนตัวของอาจารย์…
เมื่อออกมานอกรั้วมหาวิทยาลัย บททดสอบยังทำหน้าที่ของมันมาเรื่อย ๆ ราวกับเป็นนาฬิกาที่เดินอย่างเที่ยงตรง ส่วนใหญ่มักจะเป็นคำถามให้เราเติมคำในช่องว่าง จะเอาแบบไหน จะตัดสินใจอย่างไร จะเดินไปทางไหน
บางครั้งตอบถูก…
ชีวิตราบรื่น สบายใจ ยิ้มได้ หัวเราะออก มีความสุข…
บางครั้งตอบผิด…
ชีวิตแย่ ผิดหวัง ร้องไห้ มีความทุกข์…
แต่อย่างน้อยยังมองโลกในแง่ดีที่ว่า เราได้เรียนรู้ในการที่เราเลือกทางผิด เพื่อที่จะได้มีสติมากขึ้นในการเลือกครั้งต่อไป บทเรียนในชีวิตเริ่มต้นจากตรงนั้น
บางครั้งมันไม่ได้แค่จะเลือกทางที่หนึ่ง หรือทางที่สอง บางทีมันมีทางเลือกมากกว่านั้น การเติมคำในช่องว่างแบบนี้ไม่ได้ง่าย บางทีเราเองใจร้อนเกินไปในการตัดสินใจ หรือบางครั้งก็ลืมคิดไปว่าชีวิตไม่ได้มีแค่เกรด มันมีความละเมียดละไม มีอารมณ์มีความรู้สึกอยู่ในทุกเรื่องราว
ของแบบนี้ต้องใช้สติและเหตุผลประกอบการตัดสินใจให้มาก ๆ…
แม้ว่าสติและเหตุผลจะเป็นส่วนประกอบใหญ่ในการตัดสินใจแต่ละครั้ง แต่อย่าลืมแคร์ความรู้สึกตัวเองบ้าง คนเราชอบพูดกับใครต่อใครได้เป็นบ้าเป็นหลัง แต่หลายครั้งลืมที่จะสื่อสารกับข้างในหัวใจตัวเอง ว่านี่คือสื่งที่เราต้องการจริงหรือ?  
ของบางอย่าง คนบางคน ชีวิตบางช่วง ผ่านมาแล้วผ่านเลยไป ไม่ได้เดินย้อนกลับมาอีก การตัดสินใจทุกครั้งมีผลกับการเดินต่อของชีวิต ไม่ว่าจะผิดหรือถูก หรือครั้งแรกคิดว่าถูก แต่ต่อมากลายเป็นผิด หรือในทางกลับกัน ครั้งแรกคิดว่าผิด ต่อมาคิดว่าถูก (งงไหม)
และไม่ว่าจะผิดหรือถูก ชีวิตคือการเรียนรู้ ขอให้สนุกสนานกับการเติมคำในช่องว่างของชีวิตไปเรื่อย ๆ นะคะ

วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

หนังสือพิมพ์

เครดิตรูปจาก http://www.ads-news.com/

มีบทสนทนาหนึ่งที่บังเอิญแอบได้ยินคนสองคนคุยกันในลิฟต์เมื่อหลายปีก่อน (แต่ยังติดหูจนถึงทุกวันนี้) คนหนึ่งเป็นฝรั่งที่ทำงานกับสื่อสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ๋ที่เมืองไทย ส่วนอีกคนเป็นคนสื่อตัวจริงเสียงจริง คลุกคลีกับวงการน้ำหมึกมาเป็นสิบ ๆ ปี ถ้าเอ่ยชื่อ “คนบ้าข่าว” คนนี้อย่างไรทุกคนต้องรู้จัก
ฝรั่ง: ถ้าวันหนึ่งเกิดไม่มีหนังสือพิมพ์ขึ้นมา พวกเราจะทำอะไรกันดี
คนสื่อ: ผมว่ามันคงไม่ไวขนาดนั้น แต่ก็ไม่แน่อะไรก็เกิดขึ้นได้
ฝรั่ง: ผมคงต้องไปหางานอย่างอื่นทำ
คนสื่อ: ผมก็เหมือนกัน
ว่าแล้วบทสนทนาก็จบลงตรงลิฟต์เปิด แล้วต่างคนต่างแยกย้ายไปทำงานกันต่อไป เชื่อว่าคงเป็นวันหนึ่งที่ทำงานกันไปแบบไม่สบายใจนัก กับทุกวันนี้ที่โลกเทคโนโลยีมันหมุนไปอย่างรวดเร็ว จนบางครั้งมันน่าใจหายสำหรับคนที่รักงานหนังสือพิมพ์หรือคนที่ชอบอ่านหนังสือพิมพ์เป็นชีวิตจิตใจ
เมื่อวันหนึ่งเราตื่นขึ้นมา แล้วไม่มีหนังสือพิมพ์ให้อ่าน?
จะเกิดอะไรขึ้น?
เป็นคำถามที่ติดค้างและคาอยู่ในใจตัวเองมานานมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตัวเองอาจจะทำใจไม่ได้ เพราะอยู่ดี ๆ ใครจะมาบอกว่า วิขาเอกหนังสือพิมพ์ที่เราร่ำเรียนมาจะไม่มีอีกต่อไป เรียนกันมาตั้ง  4 ปี ออกไปฝึกฝนทำงานกันอีกหลายปี แล้วจะให้มันอันตรธานหายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันจะเป็นไปได้อย่างไร
แต่ตอนนี้มันก็เกือบจะเป็นไปแล้ว…
ต้องยอมรับว่าหนังสือพิมพ์ทุกแห่งทั่วโลก ต้องมีการปรับโครงสร้างองค์กรกันขนานใหญ่ ต้อนรับการมาเยือนของการเสพข่าวสารทางอินเตอร์เนต แทนที่จะเดินออกไปซื้อหนังสือพิมพ์ทุกเช้า หรือมีหนังสือพิมพ์กองโตมาวางไว้หน้าบ้าน
ทั้งนี้ทั้งนั้นส่วนใหญ่จะหันไปจับสื่อดิจิตัล เอาใจการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้อ่านรุ่นใหม่ ที่ต้องการข่าวที่สด ใหม่ และรวดเร็ว
ถามว่าดีไหมกับข่าวที่สด ใหม่ และรวดเร็ว? ดีมาก ๆ
แต่ถามว่าความผิดพลาดเกิดขึ้นมากไหม? ก็ต้องตอบอีกเหมือนกันว่า มาก ๆ
ดูตัวอย่างที่กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ วันที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามาแถลงเรื่องเกี่ยวกับโอสามา บิน ลาเดนถูกปลิดชีพ วันนั้นทุกสื่อจับจ้องไปที่ข่าวนี้กันทั่วโลก และอยากจะเป็นที่หนึ่งทางด้านความเร็ว
Fox News ขึ้นเฮดไลน์ทันทีว่า
“Obama Bin Laden is dead”
เฮ้ย Obama หรือ Osama ความเร็วแบบนี้ก็ฆ่าตัวตายได้เหมือนกันจริงไหม
หลังจากผ่านไปหลายปี อยู่ดี ๆ วันนี้บทสนทนาวันนั้นก็เข้ามาวิ่งวนอยู่ในหัว แต่ ณ เวลานี้ดูเหมือนเราจะตอบตัวเองได้แล้วว่า หนังสือพิมพ์มันไม่ได้หายไปไหนหรอก อย่าเพิ่งตื่นตระหนกตกใจไป เพียงแต่มันแค่เปลี่ยนวิธีการสื่อสารจากน้ำหมึกเป็นดิจิตอลเท่านั้นเอง
คนสื่อก็ยังคงทำหน้าที่เหมือนเดิม แต่อาจจะต้องขยันเพิ่มขึ้น เพราะทุกวันนี้โลกเราเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารที่ลอยอยู่ในโลกของอินเตอร์เนตเต็มไปหมด อันไหนจริง อันไหนเท็จ คงเป็นหน้าที่ของสื่อในการพิจารณากลั่นกรองและเสนอข่าว
โลกทุกวันนี้หมุนเร็วขึ้น เราต้องปั่นตามมันให้ทัน